เอเชียโฮเรก้า ชี้ ธุรกิจร้านอาหาร-กาแฟ ดาวรุ่งลงทุนกลุ่มเจนวาย-สตาร์ทอัพ ในไทย-อาเซียน หนุนไทยฮับสินค้า “โฮเรก้า” แห่งภูมิภาค ใน 5 ปี
นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย โฮเรก้า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าส่ง “โฮเรก้า สแควร์” เปิดเผยว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจร้านกาแฟ เบเกอรี่ และไอศกรีมของไทยมีการขยายตัวสูงต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหน้าใหม่ในกลุ่มเจนเนอเรชั่นวาย ที่จบการศึกษาใหม่ หรือที่เรียกว่า สตาร์ทอัพ ให้ความสนใจลงทุนและประกอบธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดร้านกาแฟด้วยเงินทุนของตัวเอง
อย่างไรก็ดี แม้ธุรกิจร้านอาหารและกาแฟจะมีการขยายตัวสูง แต่มีทั้งผู้ที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จในสัดส่วนเท่ากันที่ 50% สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ประกอบการไม่มีการศึกษาข้อมูลในการทำธุรกิจอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง อาทิ แนวโน้มและโอกาสของตลาด เทรนด์หรือความต้องการของลูกค้าที่ไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อน
นอกจากนี้ บุคลากรที่ไม่มีคุณภาพ ยังเป็นปัญหาใหญ่ รวมถึงการบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะระบบบริหารด้านการเงิน ต้องมีเงินหมุนเวียนเพื่อสำรองใช้ในกรณีฉุกเฉิน ประสิทธิภาพของการทำตลาดซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างผลกำไรให้ธุรกิจ
ร้านอาหารขยายตัว 4.7%
สำหรับภาพรวมตลาดธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 3.75-3.85 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ร้านอาหารที่มีสาขา หรือเชนชั้นนำต่างๆ มีมูลค่า 1.08-1.10 แสนล้านบาท คิดเป็น 28.5% โดยมีสาขารวมทั้งสิ้น 2,663 สาขา ร้านอาหารทั่วไป หรือ นอน-เชน มีมูลค่า 2.67-2.75 แสนล้านบาท คิดเป็น 71.5% ทั้งนี้ การเติบโตของเชนร้านอาหารอยู่ที่ 6.9-8.9% ส่วนร้านอาหารนอนเชน เติบโต 2.9-5.9% ขณะที่ภาพรวมตลาดธุรกิจร้านอาหารมีการเติบโต 4.7%
ขณะที่ตลาดร้านกาแฟ เบเกอรี่ และไอศกรีม ปัจจุบันมีแบรนด์ชั้นนำประมาณ 3,710 สาขา มีมูลค่าตลาดประมาณ 6,200 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านกาแฟ 3 หมื่นล้านบาท เบเกอรี่ 1.7 หมื่นล้านบาท และไอศกรีม 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะตลาดร้านกาแฟระดับกลางมีสัดส่วนสูงถึง 40% ของตลาดร้านกาแฟโดยรวม
โดยอัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 200 แก้วต่อคนต่อปี ยังมีช่องว่างทางการตลาดอีกมาก โดยเฉพาะร้านกาแฟในสถานีบริการน้ำมัน หรือพื้นที่ต่างจังหวัด
เพิ่มขีดแข่งขันเพื่อความอยู่รอด
ทั้งนี้ แนวทางดำเนินธุรกิจท่ามกลางโอกาสและคู่แข่งจำนวนมาก ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวและศึกษาข้อมูลทางด้านธุรกิจและการตลาดตลอดเวลา เพื่อสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
“ผู้ประกอบการต้องรู้จักลูกค้าเป้าหมายว่าเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ควบคู่กับการคำนึงถึงคุณภาพและความคุ้มค่าที่ลูกค้าจะได้รับจากผลิตภัณฑ์ เพราะจะทำให้รู้ว่ากลุ่มลูกค้ามีความต้องการอย่างไร”
ขณะเดียวกันจะต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ควบคู่การสร้างแบรนด์ ซึ่งแบรนด์จะต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนและมีความโดดเด่นที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของตัวเอง ขณะที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์จะต้องเหมาะสมกับราคา
ตั้งเป้าฮับอาเซียนใน 5 ปี
นางลัดดา กล่าวต่อว่า บทบาทหน้าที่ของเอเชีย โฮเรก้า สแควร์ เปรียบเสมือนเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้สนใจทำธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี โดยให้บริการอบรมและความรู้ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจร้านอาหาร คอร์สทำอาหาร เพื่อพัฒนาธุรกิจให้สามารถแข่งขันและเติบโตในอนาคต ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจสมัครเข้าอบรมกว่า 1,000 ราย คาดเริ่มให้บริการปี 2560 เป็นต้นไป
“ช่วงสิ้นเดือน พ.ย. นี้ จะเดินทางไปเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมือกับสมาคมโรงแรมและเรสเทอรองต์ของประเทศเวียดนาม เพื่อดึงนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารมาร่วมงานแสดงสินค้าในโฮเรก้า สแควร์ และงานเอ็กซ์โป เพื่อจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย”
แนวทางดังกล่าวเป็นการโปรโมทและผลักดัน โฮเรก้า สแควร์ เป็นผู้นำและศูนย์กลางด้านสินค้าและอุปกรณ์ของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เบเกอรี่ และบริการจัดเลี้ยงของภูมิภาคอาเซียน ตามเป้าหมายภายใน 5 ปีจากนี้
ปัจจุบันผู้เช่าพื้นที่ภายในโฮเรก้า สแควร์ 70% เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย 60% ผู้ประกอบการชาวต่างชาติ 40% ส่วนใหญ่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์จากยุโรป จีน อิตาลี และสหรัฐ มีสินค้าให้เลือกมากกว่า 1 หมื่นรายการ อาทิ อุปกรณ์สำหรับโรงแรม เครื่องครัว และอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น
วางตำแหน่งแบรนด์ให้ชัดเจน
นายปริญญา ชุมรุม ที่ปรึกษาด้านแบรนด์และด้านการตลาด และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและวิจัยสินค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นผู้ประกอบการต้องเข้าใจในตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์เพื่อสื่อสารได้อย่างถูกต้อง ตรงกลุ่มเป้าหมาย อาทิ กลุ่มร้านอาหารหรู ร้านอาหารระดับกลาง ร้านอาหารทั่วไป หรือร้านริมทาง
“ทำเล สถานที่ตั้งร้าน ทุกอย่างสามารถบอกความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้ว่าอยู่ในกลุ่มไหน”
หากตั้งอยู่ย่านทองหล่อก็สามารถบ่งบอกถึงการเป็นแบรนด์ระดับบน ส่วนของการตั้งราคาสินค้าจะต้องเหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า หากเป็นร้านกาแฟควรจะตั้งราคาให้อยู่ระหว่าง 80-100 บาท ซึ่งมองว่าเป็นราคาที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้
ใช้โซเชียลมีเดียโปรโมทร้าน
ประการสำคัญ ต้องผนวกการใช้ “ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง” สร้างประโยชน์ในการโปรโมทร้านและแบรนด์สินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ค และอินสตาแกรม เพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย
“แพลตฟอร์มออนไลน์มีผู้ใช้จำนวนมาก และมีแนวโน้มมากขึ้นต่อเนื่องเป็นเครื่องมือสำคัญของธุรกิจที่ไม่สามารถปฏิเสธได้”
ขณะเดียวกันจะต้องสร้างคอมมูนิตี้ระหว่างร้านกับลูกค้าให้ชัดเจน โดยเน้นการหาหรือจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดกิจกรรมในการพูดคุยหรือสังสรรค์ในร้านกาแฟ ควบคู่กับการหาเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ให้กับร้าน รวมถึงการตกแต่งรูปแบบการเสิร์ฟอาหารเพื่อให้เกิดความแตกต่างจากแข่งในตลาด








