รายงานกำไร 3Q59 -65%QoQ แต่ +47%YoY พร้อมปรับประมาณการขึ้น
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- รายงานกำไรไตรมาส 3 ที่ 1,307 ล้านบาทลดลง 65%QoQ แต่เติบโต 47%YoY : โดยค่าการกลั่นรวมทุกธุรกิจปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 12.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 13.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากค่าการกลั่นของธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวลงจากไตรมาสก่อน 1.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ระดับ 7.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE และแนฟทาอ่อนตัวลง 11%QoQ นอกจากนี้กำลังการผลิตยังปรับตัวลงทั้งกลุ่มโอเลฟินส์และกลุ่มอะโรเมติกส์สู่ระดับ 88% และ 80% ตามลำดับเนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน PP โรงงานเอทิลีน และหน่วยผลิต EBSM อย่างไรก็ตามค่าการกลั่นจากธุรกิจปิโตรเลียมปรับตัวขึ้น 0.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ระดับ 4.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากผลบวกของโครงการ UHV ที่เดินเครื่องตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมาและผลบวกจากโครงการเอเวอร์เรสในการลดต้นทุน
- ปรับประมาณการกำไรปี 59 เพิ่มขึ้นจากเดิม 14% : บริษัทรายงานกำไร 9M59 อยู่ที่ 8,027 ล้านบาทคิดเป็น 89% ของประมาณการเดิม โดยฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการในไตรมาส 4/59 จากผลบวกจากโครงการ UHV และคาดว่าค่าการกลั่นธุรกิจปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นราว 2-3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน+39%QTD น้ำมันดีเซล+28%QTD และน้ำมันอากาศยาน+23%QTD เราจึงปรับประมาณการกำไรปี 59 เพิ่มขึ้นจาก 9,040 ล้านบาทขึ้น 14% สู่ระดับ 10,279 ล้านบาทเติบโต 9%YoY อย่างไรก็ตามเราคงประมาณการกำไรปี 60 ที่ 10,232 ล้านบาททรงตัวเมื่อเทียบกับปี 59 เนื่องจากโครงการ UHV จะมีการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ในไตรมาส 1/60 และคาดว่าบริษัทจะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากผลขาดทุนหมดภายในปี 59 (9M59 เสียภาษีในอัตรา 1.5% และคาดว่าปี 60 จะเสียภาษีในอัตรา 20% ตามปกติ)
- ปรับลดผลประโยชน์จากโครงการเอเวอร์เรสในปี 59 เหลือ 2.4 พันล้านบาท : ผลประโยชน์ที่เกิดจากโครงการเอเวอร์เรสตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาทคิดเป็น 38% ของเป้าหมายต้นปี 59 ที่ 3.4 พันล้านบาท บริษัทจึงปรับลดเป้าหมายผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวลงสู่ 2.4 พันล้านบาท โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ผลประโยชน์ต่ำกว่าแผนมาจากการก่อสร้างโครงการ UHV ล่าช้ากว่าแผนราว 3 เดือนจากเดือนเม.ย.
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสม 5.85 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี PE ratio โดยใช้ Prospective P/E ที่ 11.7 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปีและคำนวณกำไรต่อหุ้นได้ 0.5 บาทสำหรับปี 59 และ 60 ได้ราคาเหมาะสมที่ 5.85 บาทต่อหุ้นซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุด จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”









