“เอิบ” ความเป็นไทยในเนื้อแท้

“เอิบ” ความเป็นไทยในเนื้อแท้

“เอิบ” ผลิตภัณฑ์ที่ยืนหยัดขายความเป็นไทยในเนื้อแท้มานานถึง 16 ปี วันนี้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในตลาดโลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เป็นไทยก็เจ๋งได้!

ผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติ ใช้สูตรตำรับไทยโบราณ แถมชื่อก็แสนจะไท๊ไทยอย่าง "เอิบ"(Erb) แต่ส่งออกไปขายในหลายประเทศทั่วโลก

พิสูจน์ความเป็นไทยแท้ ที่ไม่ได้ดูเฉิ่มเชยในสายตาใคร แต่สามารถต่อกรได้อย่างเต็มภาคภูมิในตลาดโลก

“ตอนเริ่มต้นสร้างแบรนด์ คิดแค่ว่า ขอให้เป็นไทย เบื่อมากแล้วที่ต้องเดินตามฝรั่งโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อ้างอิงทุกอย่างเป็นแฟชั่นเมืองนอกหมด ทั้งที่เกิดมายังไม่เคยรู้จักเขาด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราเป็นไทย เป็นตัวตนของเราเอง เอาเนื้อแท้ของเราออกมาโชว์ให้โลกดู ก็คงจะไม่ยาก และไม่เหนื่อยมาก”

คำบอกเล่าของ “รี่-พัชทรี ภักดีบุตร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปรมาลาภา จำกัด ดีไซน์เนอร์และเจ้าของ “แบรนด์เอิบ” ที่ใช้ผลักดันสร้างสรรค์ผลงาน จนก่อเกิด "เอิบ" ขึ้น ในปี 2543 หรือเมื่อ 16 ปีก่อน

เรื่องเล่าของเธอถูกแบ่งปันระหว่างขึ้นเวที “สร้างจุดเด่น เสริมธุรกิจ พิชิตตลาดอินเทรนด์ ด้วยดีไซน์บรรจุภัณฑ์” ในงาน COSMEX 2016จัดโดย บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด เมื่อวันก่อน เธอคืออดีตเด็กฝึกงานและพนักงาน ที่บริษัทเอเยนซี่โฆษณาระดับอินเตอร์ ลีโอ เบอร์เน็ทท์ (ประเทศไทย) ต่อด้วยเป็นดีไซเนอร์ และหุ้นส่วนของ “เกรย์ฮาวด์ (Greyhound)” เคยทำงานที่ต้องเดินตามแฟชั่นฝั่งตะวันตก เมื่อวันที่ต้องสร้างแบรนด์ของตัวเอง เลยมุ่งมั่นที่จะขาย “ความเป็นไทย” อย่างเต็มที่

“เอิบ มาจากคำว่า ‘อิ่มเอิบ’ คือใช้แล้วอิ่มเอิบ ผ่องใส สบายใจ มีความสุขจากข้างใน สอง เอิบ มาจาก ‘เฮิร์บ’ ตามสำเนียงอเมริกัน หมายถึงสมุนไพร ความเป็นธรรมชาติ และ สาม มาจาก ‘คุณยายเอิบ’ หม่อมเอิบ หม่อมราชวงศ์เอิบ หรือเจ้าจอมเอิบ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกูรูทางด้านความงามที่มีสูตรลับชาววัง” เธอเล่าที่มาของคำว่า เอิบ

คอนเซ็ปต์ที่แจ่มชัด ถูกตีออกมาเป็นภาพ โดยเลือกสมัยรัชการที่ 5 ซึ่งเป็นเหมือนยุคเรเนซองส์ (Renaissance) ของเมืองไทย คือยุคที่ไทยรุ่งเรืองเฟื่องฟู มีการผสมผสานศิลปะจากตะวันตก เข้ากับความเป็นไทย ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เลยดูมีความเป็นไทย ที่มีกลิ่นอายตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้อง ดูเป็นธรรมชาติ เห็นแล้วสบายใจ เห็นที่ไรก็ “อิ่มเอิบ”

“คนเห็นแล้วต้องรู้สึก สวยจัง น่าใช้จัง เห็นแล้วต้องยิ้ม มีความอิ่มเอิบ มีเวทมนต์ ใช้ไม่ใช้ไม่รู้ แต่ต้องชอบฉัน นี่แหล่ะ เอิบ” เธอย้ำ

กล่องบรรจุภัณฑ์นอกจากใช้ภาพวิวที่เป็นเอกลักษณ์ ยังมี “ราชลัญจกร” (ตราประทับ) และสายสะพายเข้ามาสะท้อนความเป็นไทย ความเป็น Royal (ราชวงศ์) ที่ดูทรงคุณค่าและ ลักชัวรี่  

ในตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม มีสารพัดสูตรลับให้เลือกใช้ แต่สำหรับ เอิบ พวกเขากลับเลือก สูตรที่เป็นตำรับชาววัง ความงามแบบไทยโบราณ วิถีชีวิตและความเชื่อแบบไทยๆ มาเป็นจุดขายในผลิตภัณฑ์ เช่น “เกสร 7” สูตรความงามจากเกสรดอกไม้ 7 ชนิด การเลือกใช้ “มะลิ” ที่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตคนไทยมานาน โดยนำไปผสมมิ้นเพื่อให้ความหอมหวานที่ดูสดชื่นขึ้น ซึ่งเป็นสูตรที่ขายดีของเอิบ หรือจะสูตรมะขาม ซึ่งคนไทยโบราณใช้ขัดตัวเพื่อผิวพรรณกระจ่างใสมานาน ก็นำมาใช้ในสูตรความงามตำรับเอิบ  

 “เชื่อว่า จริงๆ แล้ว คนไทยชอบอะไรที่เป็นไทยนะ เพียงแต่เราอาจปลื้มฝรั่ง เพราะเขาเป็นคนกำหนดเทรนด์ แต่ถ้าหันไปถามในหัวใจแล้ว ทุกคนจะมีสูตรไทยอยู่ในใจ ที่รู้ว่าดีแน่ๆ ซึ่งเอิบกล้าพอที่จะนำตรงนั้นออกมาใช้” เธอบอก

ในวันที่ได้ถวายงานแก่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา หรือ  "พระองค์ภา" เพื่อร่วมแก้ปัญหาเกษตรกรที่ทำนาเกลือสินเธาว์ พวกเธอก็ได้นำเกลือสินเธาว์มาพัฒนาเป็นสูตรความงามแบบไทยๆ โดยนำไปผสมโคลนจากแม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นแหล่งโคลนที่ดีเป็นอันดับ 3 ของโลก ผสานความหอมจากดอกไม้ขาว 5 ชนิด จนได้คอลเลคชั่นพิเศษ Princess PA” ซึ่งนับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ในการเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานจากความเป็นไทยของพวกเขา

“ฉันเป็นไทย ฉันเชื่อในสูตรไทย ฉันเชื่อในความเป็นสูตรชาววัง และฉันก็ภูมิใจกับมัน”

คนทำย้ำในความเชื่อที่สะท้อนผ่าน “ทุกจุดสัมผัส” ของแบรนด์เอิบ ไม่ว่าจะ ชื่อ โลโก้ สูตรที่ใช้ บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนสื่อต่างๆ ที่ทำออกมา เพื่อบอกเล่าความเป็นเอิบในเนื้อแท้ จนได้รับการตอบรับจากทั้งลูกค้าในไทยและตลาดโลก เป็นแบรนด์เจ้ารางวัล ที่มีผลงานการันตีมากมาย ทั้งเวทีในเมืองไทยและต่างประเทศ แม้จะเติบโตไม่หวือหวา แต่ธุรกิจยังอยู่มั่นคงมาได้ถึง 16 ปี โดยไม่ระส่ำระสายไปกับสถานการณ์สั่นไหวในตลาดโลก

“เราอาจโชคดีเพราะคอนเซ็ปต์ที่เลือก เหมือนการเอา ‘เนื้อแท้’ ของตัวเองออกมาโชว์ให้โลกดู ใครจะมาเบียดบังความเป็นไทยไปจากเราได้ จริงไหม วันนี้จีนก็อปทุกอย่างบนโลก แต่ก็อปความเป็นไทยจากเราไม่ได้ เนื้อแท้ของเราเอง ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้” เธอย้ำ

ในอดีตมีคนบอกให้วิ่งตามเทรนด์ ฝรั่งหันไปทางไหน คนไทยก็ต้องหันตามให้ทัน ทว่าวันนี้ ดีไซน์เนอร์และเจ้าของแบรนด์เอิบ กลับบอกว่า เทรนด์ต่อจากนี้ “การเป็นตัวเอง” สำคัญที่สุด 

“สมัยก่อน เราสร้างเทรนด์ด้วยการจับเทรนด์ เหมือนคนเห็นโอกาสอันนี้ ก็กระโดดเข้าไปทำ แต่เทรนด์ต่อไปในโลกนี้ จะเป็นเรื่องของความเป็น ‘ตัวตนของตัวเอง’ ธุรกิจความงามก็เช่นกัน ถ้าไม่เอาตัวตนที่แท้จริงออกมา เป็นแค่คนที่เห็นโอกาสแล้วเข้าไปทำ วันหนึ่งก็ต้องมาแข่งกันเรื่องราคา กลายเป็นว่า ทุกคนต้องใส่นวมเข้าหากัน วันนั้นคุณจะเหนื่อย แต่ถ้าคุณเกิดจากตัวตนของคุณจริงๆ และชัดเจนในตัวคุณเอง ก็จะอยู่รอดในตลาดได้”

หลายคนอาจบอกว่า อย่าขายความเป็นไทย เพราะสู้ยากในตลาดโลก แต่ความดื้อดึงของแบรนด์เอิบ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “เราสู้ได้” ขณะที่คนทำยังทิ้งประโยคให้ชวนคิดปิดท้ายว่า

“การพยายามทำตัวเองให้เป็นสากล อาจจะเหนื่อยกว่าเป็น ‘ตัวตน’ ของเราเองก็ได้”