ครัวเรือนกังวลมากขึ้นต่อค่าครองชีพ สะท้อนจากดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อราคาสินค้าเดือนต.ค.ลดลงครั้งแรกรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 37.4
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ความเชื่อมั่นของครัวเรือนพลิกกลับมาปรับตัวลดลงในเดือนต.ค. 2559 อีกครั้งหลัง จากปรับตัวดีขึ้นติดต่อกัน 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.) สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นของครัวเรือนต่อภาวะการดำรงชีพในปัจจุบัน
โดยในเดือนต.ค.นี้ ครัวเรือนกลับมามีความกังวลมากขึ้นในประเด็นเรื่องสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า หลังราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคหลายรายการปรับตัวสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปประจำเดือนต.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.16% จากเดือนก่อนหน้า
ขณะที่สถานการณ์ทางด้านรายได้ของครัวเรือนเดือนต.ค. ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า จึงทำให้ครัวเรือนรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้นในประเด็นเรื่องภาระค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้สิน) ที่น่าจะสูงขึ้นตามราคาสินค้าที่แพงขึ้นภายใต้กำลังซื้อเท่าเดิม
ครัวเรือนมีความกังวลมากขึ้นต่อค่าครองชีพในปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้าในเดือนต.ค.2559 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 37.4 จากระดับ 41.7 ในเดือนก.ย. 2559 หลังสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นในเดือนต.ค. ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ที่ปรับตัวสูงขึ้น 3-5% จากเดือนก่อนหน้า ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่เพิ่มขึ้นจากผลการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นของประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก ในการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบมาอยู่ที่ระดับ 32.5-33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน (จากระดับ 33.4 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนก.ย. 2559) เพื่อรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา
รวมถึงราคาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้ส่งผลให้ครัวเรือนมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สะท้อนให้เห็นจากดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อภาระค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้สิน) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 36.0 ในเดือนต.ค. จากระดับ 39.0 ในเดือนก.ย.
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนส่วนใหญ่ ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบทางเท้าของกทม. จากผลสำรวจครัวเรือนที่อาศัยหรือทำงานในกทม. ต่อประเด็นเรื่องการจัดระเบียบทางเท้าบริเวณริมถนนใหญ่ของกทม. ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ 71.2% มองว่า มาตรการจัดระเบียบทางเท้าไม่ส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน เนื่องจากครัวเรือนสามารถหาซื้อสินค้าทดแทนที่ราคาใกล้เคียงกันตามร้านค้าได้
ขณะที่ 14.3% ของครัวเรือนที่ทำการสำรวจเปิดเผยว่ามีค่าใช้จ่ายน้อยลง เนื่องจากไม่มีแผงลอยริมทางจูงใจให้ซื้อระหว่างทางและโดยมากสินค้าที่วางขายริมทางเป็นสินค้าไม่จำเป็น เพียงร้อยละ 14.5 ของครัวเรือนที่มองว่าการจัดระเบียบทางเท้าส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น เพราะมองว่าสินค้าทดแทนตามร้านค้ามีราคาสูงกว่าที่ขายตามแผงลอยริมทาง
ขณะที่ดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ยังคงทรงตัว ที่ระดับ 44.4 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนว่า ยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่เข้ามาเพิ่มเติมหรือลดทอนความกังวลของครัวเรือนต่อภาวะการครองชีพในช่วงปลายปี 2559 ไปจนถึงต้นปี 2560 ซึ่งมุมมองคาดการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของครัวเรือนนี้น่าจะส่งผลให้การบริโภคของภาคเอกชนในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้สามารถประคองตัวไปได้
"ความเชื่อมั่นของครัวเรือนต่อภาวะการครองชีพในปัจจุบันปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากครัวเรือน มีความกังวลมากขึ้นในประเด็นเรื่องสถานการณ์ด้านราคาสินค้า และภาระค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้)"
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์ราคาสินค้ายังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดในระยะข้างหน้า ทั้งในส่วนของราคาอาหารสด โดยเฉพาะผักสดหลายชนิดที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นในเดือนพ.ย. หลังน้ำท่วมในหลายพื้นที่เพาะปลูก
รวมถึงในส่วนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศที่ยังคงผันผวนตามสถานการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งผลการประชุมโอเปกอย่างเป็นทางการ (ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย. 2559) จะเป็นตัวตัดสินทิศทางน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงถัดจากนี้ไป ขณะที่ราคาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มน่าจะค่อยๆ ผ่อนคลายหลังอุปทานที่เพิ่มขึ้นมากเพียงพอที่จะรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น









