วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนเอกชนรับมือตลาดป่วน

"แบงก์ชาติ" เตือนเอกชนรับมือตลาดเงิน-ตลาดทุนผันผวนรุนแรง หลัง "ทรัมป์" ชนะเลือกตั้ง สร้างความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น จับตานโยบายการค้าใกล้ชิด

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐสร้างความผันผวนให้กับตลาดเงิน-ทุนโลก รวมทั้งตลาดหุ้น-ตลาดเงินไทย หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45

ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนตามผลการนับคะแนน แต่หลังจากมีความชัดเจนว่านายทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง หุ้นปรับลงหลุดระดับ 1,500 จุดลงมา ก่อนมีแรงซื้อในช่วงปิดตลาดที่ 1,509.43 จุด ลดลง 0.41จุด หรือ0.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 93,328.59 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 2,628.88 ล้านบาท

ขณะที่ค่าเงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าทันที ตามทิศทางค่าเงินเอเชียและค่าเงินทั่วโลกเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแข็งค่าสุดระหว่างวันที่ 34.80 บาท/ดอลลาร์และเคลื่อนไหวช่วงท้ายตลาดที่ 34.92 บาท/ดอลลาร์

ด้านราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงถึง 19 ครั้ง โดยราคาทองคำแท่งระหว่างวันเปลี่ยนแปลงขายออกแตะที่ระดับ 21,950 บาทต่อบาททองคำ ก่อนที่ราคาเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 19 เมื่อเวลา 15.26 น. มาอยู่ที่ 21,500 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากราคาปิดครั้งก่อนที่ 21,300 บาทต่อบาททองคำ หรือเพิ่ม 200 บาทต่อบาททองคำ ส่วนราคาทองรูปพรรณ ครั้งที่ 19 อยู่ที่ 22,000 บาทต่อบาททองคำ

ในวันเดียว มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โดยมีมติเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยยังเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่มองเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะเลขานุการกนง. กล่าวว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะส่งผลให้มีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาไทยเคยกับความผันผวนพอสมควร แต่สิ่งที่ธปท.ห่วง คือ อยากให้ภาคเอกชนปรับตัวรองรับกับความผันผวนมากกว่า

“อยากให้ภาคเอกชนมองว่า ข้างหน้าเป็นโลกของความผันผวนที่สูงขึ้น ภาคเอกชนจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนทั้งจากเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน”

สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หลังจากที่ นายทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งนั้น นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ยังเร็วไปที่จะประเมินผลกระทบในขณะนี้ เพราะยังต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายที่จะออกมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามผลการเลือกตั้งที่ออกมา สร้างความผันผวนให้กับตลาดเงินและตลาดทุนพอสมควร เนื่องจากเป็นเรื่องที่เหนือการคาดหมายของตลาด

“ถ้าจำกันได้ครั้งที่แล้วก็มีคำถามเรื่องนี้มาว่า หากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ จะส่งผลกระทบอย่างไร ซึ่งทางเราตอบไปว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายคงสูงขึ้น เพราะก่อนที่เขาจะประกาศนโยบาย เขาเองก็ต้องมีแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการบ้าง ตรงนี้จึงถือเป็นเรื่องความไม่แน่นอนที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะผลต่อการค้าโลก”

“สมคิด”ชี้คนอเมริกันต้องการเปลี่ยนแปลง

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่าไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลดีอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลก็พยายามลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อนายทรัมป์ ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี ทางรัฐบาลไทยก็ไม่นิ่งนอนใจ และจะตามติดนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด แต่สังเกตได้ว่าการประชาชนสหรัฐอเมริกาเลือกทรัมป์ เพราะต้องการความเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการพอสมควร

“เช่นเดียวกับประเทศไทยซึ่งมีรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งไม่ต้องการทำอะไรซ้ำซากและต้องการทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อปูทางให้ประเทศในอนาคต ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่อย่างเดิม”

คลังเกาะติดนโยบายการค้าสหรัฐใกล้ชิด

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสศค. กล่าวว่านายทรัมป์ชนะนางฮิลลารี คลินตัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับลดลง ตลาดการเงินเริ่มผันผวน เพราะเริ่มย้ายไปลงทุนในทรัพย์สินที่มั่นคงกว่า อาทิ ทองคำ เนื่องจากนักลงทุนมองว่า นโยบายทรัมป์ ยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นายทรัมป์ เป็นคนพูดจาโผงผาง อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปนักลงทุนต้องปรับตัวรับผลการเลือกตั้งดังกล่าว

“สิ่งที่ไทยต้องจับตา คือ นโยบายด้านการค้าที่นายทรัมป์ประกาศว่า จะเดินหน้าลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การจ้างงานภายใน และฟื้นฟูให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยมั่นใจว่า นายทรัมป์จะไม่สานต่อการตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพีตรงนี้จะเกิดผลดีกับไทยที่ไม่ได้เข้าทีพีพีตั้งแต่แรก”

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาอีก คือ นโยบายด้านการค้าที่สหรัฐจะมีต่อเวียดนาม และจีน ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐมาก เพราะหากมีการลดการนำเข้าจาก 2 ประเทศดังกล่าวอาจกระทบไทย เป็นคู่ค้าสำคัญของจีน โดนจีนมีการนำสินค้าบางส่วนจากไทยผลิตส่งออกไปยังสหรัฐ ส่วนการค้าโดยตรงไม่น่าจะกระทบอะไร เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐในสัดส่วน 12%

ทรัมป์ชนะกระทบไทยระยะสั้นทุนไหลออก

นายวโรทัย กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาทำให้หลายคนผิดหวังบ้าง เมื่อ นายทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวคงไม่มี แต่จะบ้างในระยะสั้น อาจมีบ้างในเงินทุนจะไหลออกแต่ยืนยันว่า ภาพรวมของไทยขณะนี้ยังแข็งแรง เงินทุนสำรองยังสูง มีความยืดหยุ่นมาก สามารถรองรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นได้

“ถ้านางคลินตัน ชนะเลือกตั้ง ยังรู้สึกสบายใจกว่าที่นายทรัมป์ชนะเลือกตั้ง เพราะนโยบายด้านเศรษฐกิจมีความชัดเจนกว่า และสามารถสานต่อนโยบายต่างๆ ที่นายโอบามาทำให้แล้ว ดังนั้นเมื่อมีความต่อเนื่องในนโยบาย ทำให้เกิดความกังวลของนักลงทุนน้อย เมื่อไม่มีความกังวล จะเป็นผลดีต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และเป็นผลดีต่อไทยมากกว่า และไม่มีความเสี่ยงในระดับโลก”

ดังนั้น หลังจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาดู คือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ คาดว่า จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกเล็กน้อย เพราะการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2559 แล้ว

ชี้ความไม่แน่นอนของโลกมีมากขึ้น

ด้านนายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร กล่าวว่า ภายหลัง นายทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ทำให้ความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้ามีค่อนข้างมาก ทั้งความไม่แน่นอนจากนโยบายที่ นายทรัมป์ ได้หาเสียงเอาไว้ รวมทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกที่จะมีความผันผวนมากขึ้น

สำหรับผลกระทบกับไทยนั้น คงต้องติดตามดูว่า นายทรัมป์ จะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้จริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าทำทุกอย่างตามที่ได้หาเสียงเอาไว้ คงส่งผลกระทบต่อการค้าโลกพอสมควร และก็น่าจะกระทบกับการส่งออกของไทยไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

“ความไม่แน่นอน คือ เขาจะทำนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้ได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้จริงก็คงโดนกระทบกันหมด โดยเฉพาะที่บอกว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก และจีน ซึ่งตรงนี้คงส่งผลกระทบกับเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกันด้วย”

เงินไหลออกตลาดหุ้นทั่วโลกไปตลาดทอง

สอดคล้องกับมุมมองของ นางภัทธีรา รุ่งดิลกธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐที่ออกมาถือว่าผิดความคาดหมายโดยในระยะสั้นจะส่งผลกระทบกับเงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกไปยังตลาดทองคำมากขึ้น แต่ในมุมที่ดีคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐจะมีการเลื่อนออกไป

ส่วนผลกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจประเมินว่า ทุกฝ่ายจะมีการชะลอดูนโยบายต่างๆว่าจะกระทบในด้านใดหรือไม่ ทั้งการย้ายฐานการผลิตจากประเทศต่างๆกลับมายังสหรัฐจะเกิดขึ้นได้ไม่เร็วนัก ดังนั้นทุกฝ่ายควรประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

“มองว่าความรุนแรงจะไม่เท่ากับเบร็กซิท ซึ่งในระยะสั้นอาจก่อให้เกิดความผันผวนกับตลาดหุ้นบ้าง แต่ไม่น่าจะกระทบกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไทย”

ซิตี้แบงก์ชี้ป่วนตลาด“เงิน-ทุน”ผันผวน

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทยกล่าวว่า การเลือกตั้งของสหรัฐจะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก เพราะสหรัฐถือว่ามีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 หรือ 2 ของโลก ซึ่งการที่นายทรัมป์เข้ามา จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะมีนโยบายที่แตกต่างจากโอบามาโดยสิ้นเชิง ซึ่งทำให้ตลาดมีความผันผวนทั้งตลาดเงินและตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงเริ่มต้น

“ดังนั้นนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงการลงทุนเป็นทางออกดีที่สุด ส่วนกนง.คงดอกเบี้ยที่ 1.5% ไว้หลังจากนี้ เพื่อประคองการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าความผันผวนของตลาดเงินยังคงอยู่”