"คมนาคม" กางร่างแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานปี 60 จำนวน 30 โครงการ มูลค่ารวม 6 แสนลบ. เสนอครม.สัปดาห์หน้า "อาคม" เผยต้องใช้ม. 44 บางโครงการ
รัฐบาลเดินหน้าการปฏิรูปด้านการขนส่งของประเทศด้วยโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอแผนปฏิบัติการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเข้าตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายที่กระทรวงคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ปรับร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมประเทศไทยระยะ 20 ปี (ปี 2560- 2579) และร่างแผนปฏิบัติการกระทรวงคมนาคม (Action Plan) ปี 2560
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จะคัดเลือกโครงการขั้นสุดท้ายก่อนเสนอยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการปี 2560 ฉบับสมบูรณ์ให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาในวันที่ 15 พ.ย.
นายอาคม กล่าวว่า ในเบื้องต้น แผนปฏิบัติการดังกล่าวแบ่งเป็น 5 กลุ่ม จำนวน รวม 30 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 600,000 ล้านบาท
ชงครม.อนุมัติรถไฟทางคู่8เส้นทางปีหน้า
กลุ่มแรก โครงการที่พร้อมขออนุมัติจาก ครม. ในปี 2560 จำนวน 14 โครงการประกอบด้วยโครงการรถไฟทางคู่ 8 เส้นทาง คือ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ช่วงชุมทางจิระ-อุบลราชธานี ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา ช่วงเด่นชัย-เชียงของ ช่วงบ้านไผ่-นครพนม และช่วงหาดใหญ่-ปาดังเปซาร์
โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมือง 2 เส้นทาง ประกอบด้วยรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์และสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราชและตลิ่งชัน-ศาลายา โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 2 เส้นทาง ประกอบด้วย สายนครปฐม-ชะอำและสายหาดใหญ่-ชายแดนไทย/มาเลย์ (ด่านสะเดา) โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3
“บางโครงการยังไม่ได้รับการอนุมัติรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งโครงการเหล่านี้จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อเดินหน้าประกวดราคาคู่ขนานกับการจัดทำ EIA เพื่อความรวดเร็ว แต่ก็ต้องรอให้การจัดทำ EIA เสร็จก่อนจึงจะลงนามในสัญญาได้” นายอาคมกล่าว
คาดเริ่มก่อสร้างปีหน้า8โครงการ
กลุ่มที่สอง โครงการที่อยู่ในขั้นการประกวดราคาภายในงบประมาณปี 2560 จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ส่วนต่อขยาย ช่วงดอนเมือง-บางซื่อ-รังสิต,รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงสมุทรปราการ-บางปู,รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงคูคต-ลำลูกกา และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 และตอน E-W corridor
กลุ่มที่สาม โครงการที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปีงบประมาณ 2560 จำนวน 8 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ในปี 2559 ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่ได้บรรจุอยู่ในAction Planปี 2559 โครงการรถไฟฟ้า 2 เส้นทาง ได้แก่ สายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 และช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โครงการศูนย์การเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งเชียงของ จ.เชียงราย โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) 2 เส้นทาง ได้แก่ สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ และสายกระทู้-ป่าตอง
แผนงานจ้างปรับปรุงระบบ Hold Baggage Screening System(HBS) และระบบBaggage Handling System(BHS) ของระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ อาคารผู้โดยสารหลักท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสุดท้ายโครงการพัฒนาท่าอากาศยานในภูมิภาค
กลุ่มที่สี่ โครงการไม่พร้อมเสนอ ครม. ในปี 2560 แต่จะสรุปผลการศึกษาขั้นสุดท้ายเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลถัดไปจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน จ.ภูเก็ต และโครงการพัฒนาจุดพักรถบรรทุกตามเส้นทางขนส่งสินค้าหลักของประเทศ โดยกระทรวงคมนาคมจะพยายามเร่งรัดการศึกษาโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน จ.ภูเก็ต เพื่อเสนอ ครม. ให้เห็นชอบทันปี 2560
พร้อมเปิดท่าเรือเชื่อมพัทยา-หัวหิน
กลุ่มที่ห้า โครงการที่สามารถเปิดให้บริการได้ภายหลังการก่อสร้างเสร็จแล้วจำนวน 1 โครงการ คือ โครงการพัฒนาท่าเรือเฟอร์รี่ที่เชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและตะวันตก เส้นทางพัทยา-หัวหิน เฟสที่ 1 ซึ่งจะเริ่มเดินเรือขนส่งผู้โดยสารได้ในเดือน ธ.ค. นี้ และเฟสที่ 2 จะสามารถขนส่งรถยนต์ได้ด้วย
“ตัวเลขวงเงินทั้งหมดยังต้องรอสัปดาห์หน้า ซึ่งจะมีรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะอาจจะมีการตัดบางโครงการออกไป และเพิ่มบางโครงการเข้ามา เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)” นายอาคม กล่าว
ครม.ไฟเขียวตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์
ด้านนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการประชุมครม.วานนี้ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย พ.ศ.... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติให้มีการจัดตั้งกองทุน โครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ขนาดกองทุนประมาณ1แสนล้านบาท และมีการเริ่มต้นการลงทุนในกองทุนประมาณ1หมื่นล้านบาท รวมทั้งมีการกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อประกันผลตอบแทนให้กับนักลงทุน
กองทุนฯ นี้มีขนาดกองทุน 9,000 ล้านบาท โดยใช้ดอกผลจากผลตอบแทนของกองทุนวายุภักษ์1ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองและเป็นหลักประกันของการจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองจากการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานฯ ที่มีการจัดตั้งไปก่อนหน้านี้
หลักการในการดำเนินงานให้มีการจัดทำบัญชี 2 บัญชีเพื่อให้บัญชีที่สองสามารถจ่ายเงินสนับสนุนให้กับบัญชีที่1ซึ่งต้องสำรองวงเงินเพื่อจ่ายผลตอบแทนไว้ที่ 9,000 ล้านบาท ตลอดเวลาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ตั้งสำนักงานสังกัดสคร.-รมว.คลังเป็นประธาน
นายณัฐพร กล่าวว่า กำหนดให้คณะกรรมการกองทุนเพื่อสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานมีผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน3คน และมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นเลขานุการ ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนการลงทุนของเงินกองทุน กำกับดูแลการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้ความเห็นชอบในการรับเงินสนับสนุนของกองทุนรวมและดำเนินการสนับสนุน
รวมทั้งมีอำนาจการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย รวมทั้งให้มีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนเพื่อการสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย ในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจโดยมีหน้าที่งานธุรกิจและให้การสนับสนุนการทำงาน
ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุมัติที่เสนอ ครม.ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนฯเนื่องจากต้องการดึงดูดการลงทุนทั้งจากนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน จึงต้องบริหารจัดการกองทุนให้มีสภาพคล่องสูง และโดยที่กองทุนดังกล่าวมีขนาดสินทรัพย์ขนาดใหญ่จึงอาจส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มีมูลค่าสูง จึงขอให้ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นด้วย









