กูรูฟื้นฟูธุรกิจชาวญี่ปุ่น แนะองค์กรปรับตัว –เตรียมพร้อมเดินหน้าธุรกิจหลังผ่านพ้นช่วงเวลาโศกเศร้า พร้อมเผยปัจจัยบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ
นายฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ กรรมการผู้จัดการ สถาบันวิจัยพลังองค์กร (CPI: Corporate Power Institute) เปิดเผยถึงแนวทางการปรับตัวขององค์กรภายใต้ช่วงเวลาแห่งความสูญเสียและเศร้าโศกของประเทศว่า เหตุการณ์แห่งความสูญเสียของและความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ดีเมื่อเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น จะคิดถึงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องพิจารณากันด้วยความรอบคอบหรือคิดถึงอนาคตด้วยว่าจะสามารถเดินหน้า หรือทำอะไรต่อไปได้บ้าง
ทั้งนี้ แนะนำว่าควรจะเตรียมความพร้อมภายในองค์กรในระหว่างช่วงแห่งการไว้อาลัยเป็นระยะเวลา 1 ปีนี้ เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเดินหน้าองค์กรในอนาคต โดยผู้บริหารจะต้องเตรียมตัว วิเคราะห์สถานการณ์ทั้งปัจจุบันและอนาคต คิดและวางแผนว่าเมื่ออนาคตดีขึ้น บริษัทจะขับเคลื่อนอะไรที่สอดรับการช่วงเวลาที่เริ่มดีขึ้นได้บ้าง ซึ่งผู้บริหารจะต้องแสดงให้พนักงานเห็นถึงความหวังและความฝันที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรในอนาคตด้วย
สำหรับ 1 ในระบบการบริหารจัดการงานให้เกิดคุณภาพ คือ หลัก“PDCA” (Plan Do Check Action) ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ และการลงมือทำหรือแก้ไขให้เหมาะสม โดยถ้าบริษัทรู้ปัญหา หรือรู้จุดอ่อนขององค์กร และสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ก็จะทำให้ความสามารถการแข่งขันดีขึ้น โดยระบบการบริหารจัดการนี้ต้องรวบรวมข้อมูลแล้วมาวิเคราะห์ให้ได้ว่าปัญหาอะไรสำคัญที่สุดที่จะต้องเร่งแก้ไข จากนั้นก็ดึงปัญหานั้นมาตั้งเป็นเป้าหมายที่จะแก้ไข
ส่วนลักษณะของปัญหาโดยทั่วไปสามารถแยกได้ 2 แบบ คือ ปัญหาแบบง่ายที่สามารถแก้ไขได้จากประสบการณ์ในอดีต และปัญหาแบบใหม่ที่ยังไม่เคยทราบ หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งปัญหาแบบหลังนี้ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่างๆมาแก้ไข โดยขั้นตอนอาจประกอบด้วย การเริ่มจากค้นหาข้อเท็จจริง นำไปสู่การวิเคราะห์ การจำแนกให้ได้ว่าปัญหานั้นมีโอกาสอยู่ด้วยหรือไม่ และจากนั้นก็ลงมือแก้ไขปัญหาตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะถ้าไม่รู้ถึงปัญหาแท้จริงที่จะต้องแก้ไข ก็จะทำให้แก้ไขไม่ถูกทาง
ขณะที่แนวทางแห่งการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ คือ บริษัทควรมีพื้นฐานหรือหลักการดำเนินงานที่นึกถึงสังคมด้วย นอกเหนือจากการสร้างยอดขาย ผลกำไร และนำกำไรไปใช้ให้เป็นประโยชน์ รวมถึงพลังองค์กรที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทจริญเติบโตอยู่รอดได้ ซึ่งผู้บริหารบริษัทจะต้องมีความสามารถอย่างแท้จริง มีความอดทน พยายาม และลงมือแก้ไขปัญหาด้วยเชาว์ปัญญา
นอกจากนี้ ยังต้องทำให้พนักงานมีกำลังใจอยากทำงาน โดยควรจะวางเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจน เพื่อที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ในด้านการจำหน่ายสินค้า หรือการให้บริการ บริษัทก็ต้องมีสินค้าหรือการบริการที่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณสมบัติ คุณภาพ และราคาสินค้า ซึ่งต้องอาศัยพลังภายในองค์กรในการขับเคลื่อนงานไปข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังมีผลต่อสภาวะทางจิตใจของผู้บริโภค องค์กรไม่สามารถไปหยุดยั้งได้ หรือไม่สามารถปรับเปลี่ยนจิตใจของผู้บริโภคได้ในระยะเวลาอันสั้น ผู้บริหาร หรือผู้นำองค์กรจึงควรพิจารณาว่าจะทำอย่างไร หรือมีส่วนงานใดที่จะสามารถแก้ไข หรือเดินหน้าได้บ้าง ตัวอย่างเช่น การลดค่าใช้จ่าย การคิดถึงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต
นายฮาเซงาวะ กล่าวอีกว่า ญี่ปุ่นก็เคยมีช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ หรือ ยุคเมจิ(Meiji) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบ 2 ด้านหลัก คือ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสภาพจิตใจของผู้คน สำหรับเชิงองค์กรนั้นมองว่าทุกเหตุการณ์มีเกิดก็ต้องมีสิ้นสุด ดังนั้นผู้บริหาร หรือผู้นำองค์กรควรจะต้องพิจารณาให้ได้ว่าจะวางแผนและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานระหว่างก่อนที่ช่วงเหตุการณ์นั้นๆจะจบหรือสิ้นสุดลงอย่างไรได้บ้าง ตลอดจนต้องพิจารณาเพิ่มอีกว่าหลังเหตุการณ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว องค์กรจะดำเนินงานไปในแนวทางใด
ทั้งนี้ นายฮาเซงาวะ อายุ77 ปี มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมามากกว่า 50 ปี และมีประสบการณ์ในการร่วมฟื้นฟูธุรกิจรวมกว่า 2,000 แห่ง โดยสามารถพลิกฟื้นบริษัท นิคอน-เอสซีลอร์ ที่ขาดทุนถึง 5,000 ล้านเยนให้กลับมาคืนทุนได้ภายในปีแรกของการดำเนินงานโดยเขา และมีกำไรจ่ายเงินปันผลได้ในปีที่2 จึงได้รับการยกย่องให้เป็น“นักบริหารผู้กอบกู้”






