ชำเลือง 'เงินทุนโลก' ดร.พิชิต อัคราทิตย์

ชำเลือง 'เงินทุนโลก' ดร.พิชิต อัคราทิตย์

ส่องสตอรี่ดัน ตลาดหุ้นไทย&ตลาดหุ้นเอเชีย ผ่านสายตา 'ดร.พิชิต อัคราทิตย์' ผู้นำทัพ บล.เอเชีย เวลท์

ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาให้ความสนใจกับเทรนด์ระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักๆ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA)

แม้จะไม่ใช่เรื่องผิด แต่เรื่องเหล่านี้ได้ทำให้นักลงทุนหลากหลายประเภทละเลยสตอรี่ระยะยาวที่อาจมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนโลกเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งสตอรี่เหล่านั้น ล้วนแล้วเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย

ทว่าหากเปรียบเทียบความสวยระหว่าง 'ประเทศพัฒนาแล้ว' กับ 'ประเทศกำลังพัฒนา' จะพบว่า เศรษฐกิจกลุ่มเอเชียมีเสถียรภาพมากที่สุด สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำ ,ตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และตัวเลขการว่างงานต่ำ ส่งผลให้ทางการ สามารถใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วยังคงอยู่ในช่วงของการ 'เติบโตช้า' โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเขตเศรษฐกิจที่ใช้เงินยูโร เพราะตลอด 8 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ในปี 2551 'เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว' 

หลังประเทศมหาอำนาจโลกตัดสินร่วมกันว่า จะอมหนี้เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นเคยทำสมัยก่อน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตช้าๆ ควบคู่ไปกับการออกมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (คิวอี)

แต่ผ่านมาถึงวันนี้พบว่า มาตรการคิวอี ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผล ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจหลักบางแห่งเสนอให้มีการลงทุน 'อินฟราสตรัคเจอร์' แทนการอัดเงิน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้หันมาลงทุนในนวัตกรรมใหม่ หวังผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศ

ดร.พิชิต อัคราทิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' หากพิจารณาความสวยของประเทศไทยกับประเทศพัฒนาแล้วจะพบว่า ข้อดีหลากหลายประการที่จะช่วยผลักดันให้เงินทุนโลกไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในอนาคต

ข้อหนึ่ง เรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะไม่ได้ทำแบบอีลุ่ยฉุยแฉก หากไม่ต้องการเห็นเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปเหมือนประเทศจีน ที่ก่อนหน้านี้ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากไปกับการสร้างเขื่อน ,รถไฟ และถนน

ฉะนั้นสตอรี่การลงทุนของเมืองไทยจากนี้จะเน้นเรื่อง 'โลจิสติกส์' เป็นหลัก เนื่องจากเมืองไทยถือเป็น 'เซ็นเตอร์โลจิสติกส์' หลังอยู่ตรงกลางระหว่างเมืองจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด

สะท้อนผ่านการทุ่มเงินลงทุนของภาครัฐ ในการก่อสร้างโครงการรถไฟรางคู่ เส้นเหนือจรดใต้ ตะวันออก และตะวันตก (ใช้เวลาก่อสร้างเฉลี่ย 5-6 ปีต่อเส้น) ซึ่งโครงการดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งโรงงานในเมืองไทยสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าไปได้ทุกจุดของเอเชีย ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งถูกลงอย่างมาก

'ประเทศไทยมีหนี้การคลังน้อยเพียง 50-60% ขณะที่สหรัฐอเมริกามีหนี้ภาครัฐเทียบกับจีดีพี 'เกินร้อยเปอร์เซ็นต์' และ ญี่ปุ่น 200%' 

ข้อสอง โครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายของเมืองไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากกว่าในอดีต สะท้อนผ่านการที่สำนักงานก.ล.ต.ออกมากล่าวโทษผู้กระทำผิดมากขึ้น ถือเป็นส่งสัญญาณทางหนึ่งให้นักลงทุนต่างชาติรับรู้ว่า เมืองไทยให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้อย่างมาก

เพราะที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมักมีคำถามว่า หากนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะได้รับการดูแลปกป้องสิทธิ์ดีแค่ไหน และสามารถถอนเงินออกได้หรือไม่ ซึ่งกองทุนขนาดใหญ่จะพิจารณาเรื่องเหล่านี้เป็นหลักก่อนเข้ามาลงทุน

ฉะนั้นการที่ทางการไทยออกมาจัดการผู้เอาเปรียบส่วนรวม ถือเป็นการตอกย้ำว่า กฎหมายของไทยได้พัฒนาขึ้นแล้ว เราจะรักษาสิทธิ์ของท่าน หากนำเงินเข้ามาลงทุนในเมืองไทย รัฐบาลชุดนี้เขาเก่งเรื่องการปกครอง

ข้อสาม รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าขายสตอรี่ระยะกลาง เพื่อผลักดันเศรษฐกิจเมืองไทย นั่นคือ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองไทย จากเดิมที่เน้นพึ่งพา 'แรงงานราคาถูก' ไปสู่การพึ่งพา 'องค์ความรู้ และงานบริการ' ที่มีมูลค่าที่สูงกว่า โดยจะดำเนินการภายใต้โมเดล 'ไทยแลนด์ 4.0' ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะดำเนินการผ่าน ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนตัวเชื่อว่า 'ขายได้ แต่ต้องใช้เวลา'

ย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน จะเห็นเมืองไทยร่วมทุนกับญี่ปุ่น เพื่อขายแรงงานราคาถูกในโรงงานอุตสาหกรรม หวังให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด แต่ตอนนี้ประเทศเวียดนนาม และฟิลิปปินส์ เข้ามาดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ด้วยการขายแรงงานราคาถูก ทำให้เมืองไทยไม่มีความได้เปรียบเรื่องแรงงานอีกแล้ว ฉะนั้นจึงต้องหันไปขายเรื่องอื่นแทน

'รัฐบาลมีความหวังกับเรื่องไทยแลนด์ 4.0 มาก ยอมรับว่า ไม่ง่ายที่จะทำ แต่แค่เกาะกระแสเรื่องเทคโนโลยี ประเทศก็ได้ประโยชน์มากมายแล้ว' 

เมื่อถามถึงปัญหาที่กดดันหุ้นไทย? คงหนีไม่พ้นการที่เมืองไทยยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง ซึ่งในทางเศรษฐกิจหลายประเทศจะไม่ให้ความร่วมมือ ขณะที่กองทุนขนาดใหญ่จะไม่สนใจเข้ามาลงทุน เช่น กองทุนคาร์ลเปอร์ ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแคลิฟอร์เนีย แต่หลังรัฐบาลไทยประกาศปลดล็อกเรื่องนี้บนเวทีโลกความกดดันก็เริ่มคลายตัวลง

ดร.พิชิต เล่าต่อว่า หากพิจารณา 'จุดเด่น' ของประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชีย ถือว่า มีข้อได้เปรียบประเทศพัฒนาแล้วหลากหลายข้อเช่นกัน ข้อหนึ่ง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังสามารถดำเนินการได้อีกมาก สะท้อนผ่านบทวิเคราะห์ของ ADB ที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2553-2563 จะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียไม่น้อยกว่า 8.1 ล้านล้านดอลลาร์

แบ่งเป็น 1.กลุ่มพลังงาน 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ เน้นพลังงานสะอาด พลังงานขยะ ซึ่งจะมีการขยายตัวปีละเฉลี่ย 18.9% ขณะที่การลงทุนขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะลดลงทั่วโลก 2.กลุ่มสื่อสาร 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ 3.กลุ่มการขนส่ง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ และ 4.กลุ่มน้ำ และสุขาภิบาล 0.4 ล้านล้านดอลลาร์

ข้อสอง ตลาดปิโตรเคมีในเอเชียที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีผู้ผลิตหลักสามประเทศ คือ จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ข้อสาม สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการ จะขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากมาตรฐานการคลองชีพที่ดีขึ้น

ข้อสี่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยียานยนต์จากเครื่องสันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งฐานการผลิตกว่าครึ่งของโลกยานยนต์อยู่ในเอเชีย ข้อห้า เอเชียเป็นเขตเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลก สะท้อนผ่านตัวเลขในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่เติบโตต่อเนื่อง และในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ยังคงขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน

ประเทศจีนและอินเดีย ยังคงเป็น 2 ประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ซึ่งในปี 2559 -2560 อาจมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 6.6% ,6.2%และ7.4% ,7.4% ตามลำดับ ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วจะโตเพียงปีละ 1.8% โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา,เขตเศรษฐกิจที่ใช้เงินยูโร และญี่ปุ่น จะขยายตัวเฉลี่ย 2.2% ,2.5% ,1.6% ,1.4%, 0.3% ,0.1% ตามลำดับ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันความเสี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นยังมีอยู่ โดยเฉพาะผลการประชุมของ 4 ธนาคารกลางที่เกิดขึ้นในเดือนพ.ย.นี้ แต่ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้สูงเหมือนก่อน เพราะนโยบายการเงินอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทว่าแม้ความผันผวนระยะสั้นจะลดลง แต่ไม่ได้แปลว่า นักลงทุนควรถือสินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมาก เพราะแรงกระเพื่อมยังคงมีอยู่ ฉะนั้นหากต้องการได้รับผลตอบแทนสมเหตุสมผลควรหันไปลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-6% (ตัวเลขลดลงจากเดิมที่ให้ผลตอบแทน 6-7%) หรือหันไปลงทุนระยะยาวในอินฟราฟันด์ของรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3%