เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบสุดท้ายของปี ช่วงกลางเดือน ธ.ค. ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ เชื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบรุนแรงเท่าครั้งก่อน
ที่ประชุมคณะเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบาย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 8 ต่อ 2 เสียง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 พ.ย.) คงอัตราดอกเบี้ยเฟด ฟันด์ เรท ไว้ในระดับเดิม แต่ขณะเดียวกัน ได้ส่งสัญญาณว่า อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค.นี้ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น และระดับเงินเฟ้อทะยานขึ้นมา
เฟด แถลงว่า เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ส่วนตัวเลขจ้างงานยังคงแข็งแกร่งอยู่ ทั้งเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายยังมองในแง่บวกมากขึ้นว่า เงินเฟ้อกำลังขยับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ 2% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และไม่ได้กังวลว่า การปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อจะเร็วเกินไป
“คณะกรรมการเห็นว่า ปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นของดอกเบี้ย ยังแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับในขณะนี้ ตัดสินใจที่จะรอต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อดูพยานหลักฐานเพิ่มเติม ถึงความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง”
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่เพิ่มมากขึ้นว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี ระหว่างวันที่ 13-14 ธ.ค.ที่จะถึงนี้
ในแถลงการณ์ที่ออกมา เฟดยังแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ราคาที่ปรับสูงขึ้น เป็นผลสะท้อนมาจากมุมมองของธนาคาร ในเรื่องที่ว่า อัตราเงินเฟ้อกำลังปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี
ช่วงที่ผ่านมา บรรดาเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟด ต่างออกมาแสดงท่าทีเพิ่มมากขึ้น ถึงการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. โดยเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด กล่าวว่า มีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ตราบเท่าที่ตัวเลขจ้างงาน และเงินเฟ้อของสหรัฐ ยังแข็งแกร่งอยู่
เชื่อเฟดขึ้นดบ.กระทบไม่แรง
ด้านนายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ธนชาต กล่าวว่า แถลงการณ์ของ เฟด ที่ออกมาในการประชุมรอบนี้ ค่อนข้างระบุไว้ชัดเจนว่า เฟด คงปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบหน้า คือ เดือน ธ.ค.2559 พร้อมกับส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่า การปรับขึ้นจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแตกต่างจากการปรับขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ดังนั้นผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนรอบนี้ไม่น่าจะรุนแรงเท่ากับครั้งก่อน
“โอกาสที่ตลาดจะตกใจเหมือนครั้งที่แล้ว คงไม่เยอะ เพราะครั้งนี้เขาส่งสัญญาณไว้ชัดเจนถึงช่วงเวลาที่จะปรับขึ้น และการปรับขึ้นจะค่อยๆ ขึ้น เฟดรู้ว่า ถ้าเขาส่งสัญญาณว่าขึ้นเร็วไป จะมีผลต่อตลาดทุน”
สำหรับผลกระทบต่อตลาดทุน แน่นอนว่าเงินดอลลาร์คงแข็งขึ้น ขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทก็จะอ่อนลง ส่วนผลในเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายก็คงมีบ้าง แต่เชื่อว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับการปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นผลกระทบต่อตลาดการเงินค่อนข้างชัดเจน
“ตลาดรับข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว และต้องบอกว่าที่ผ่านมาตลาดคาดการณ์ถูกว่าทิศทางดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ตัวเฟดเองคาดการณ์ไว้ผิด เวลานี้ตลาดจึงดูเหมือนว่าจะเชื่อตัวเองมากกว่า ในขณะที่เฟดก็ค่อยๆ ปรับดอกเบี้ยเข้าสู่ประมาณการที่ตลาดได้คาดเอาไว้”
แนะจับตาเลือกตั้งสหรัฐมีผลต่อเฟด
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เฟด คงปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ในเดือน ธ.ค.นี้ ส่วนจะขึ้นได้ต่อเนื่องหรือไม่ ยังคงต้องรอดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐก่อน ถ้า นางฮิลลารี คลินตัน เป็นฝ่ายชนะ ก็มีโอกาสที่การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งถัดไป ยังเกิดขึ้นได้อยู่ แต่หาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง เฟด คงจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้เพียงครั้งเดียว
ด้าน นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด คงขึ้นกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐด้วย ถ้านางฮีลลลารี ชนะการเลือกตั้ง เฟด อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามที่ส่งสัญญาณเอาไว้ แต่หาก นายทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ก็มีความเป็นไปได้ที่ เฟด จะยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย
“ถ้านายทรัมป์ มาอาจมีผลทางจิตวิทยาการลงทุน เพราะความไม่แน่นอนในเชิงนโยบายการบริหารประเทศมีสูงมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนก็คงจะสูงขึ้นตามไปด้วย อาจทำให้ เฟด ตัดสินใจรอดูสถานการณ์ก่อน”
ด้านนายเอียน เชพเพิร์ดสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จากแพนเธียน แมคโครอิโคโนมิคส์ แสดงความเชื่อมั่นว่า หลักฐานที่เฟดต้องการเพิ่มเติม เพื่อตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนั้น จะแสดงให้เห็นภายใน 6 สัปดาห์ข้างหน้า โดยเห็นว่า มีแต่เรื่องที่เกิดให้ความตกใจอย่างฉับพลัน อย่าง ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปัญหาภูมิศาสตร์การเมืองจากนอกประเทศ หรือสถานการณ์ในตลาดเท่านั้น ที่จะเป็นตัวแปรทำให้การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้าไม่เกิดขึ้น
นับแต่เดือน ธ.ค. 2558 เฟดคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ในระดับเดิมที่ระหว่าง 0.25-0.5% พร้อมคาดว่าจะค่อยๆ ปรับขึ้นดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ให้ได้ 1% เต็ม แต่ก็ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมจนมาถึงในปัจจุบัน เพราะกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงหลากหลายประการ รวมถึง เศรษฐกิจที่ซบเซาเพิ่มมากขึ้นในช่วงต้นปี และภาวะตลาดผันผวนในต่างประเทศ
นักวิเคราะห์มองด้วยว่า การที่เฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในสถานะแข็งแกร่ง สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่เฟดบางราย ยังคงมีความกังวลถึงความเป็นไปได้ ที่ตลาดจะตกอยู่ในภาวะผันผวน จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันอังคารหน้า (8 พ.ย.)
นายลุค บาร์โธโลมิว นักวิเคราะห์จากอาเบอร์ดดีน แอสเซท แมเนจเมนท์ ระบุว่า แถลงการณ์ของเฟด เป็นการเปิดพื้นที่ว่างให้มากพอ สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค. ถ้าปัจจัยทางเศรษฐกิจ และการเงินเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา หลังการเลือกตั้ง








