ผลประกอบการไตรมาส 2/59 ต่ำกว่าคาด แนวโน้มอ่อนตัวลงอีกในไตรมาสหน้า
ต่ำกว่าคาด
VGI รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/59 (ก.ค.-ก.ย.) ที่ 198 ล้านบาท ลดลง 24% YoY และ 37% QoQ หากไม่รวมกำไรจากการขายอุปกรณ์ 4 หมื่นบาท กำไรหลักไตรมาส 2/59 จะอยู่ที่ 197 ล้าานบาท ลดลง 9% YoY แต่เพิ่มขึ้น 2% QoQ ผลประกอบการต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 14% เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงกว่าคาด
ประเด็นหลักผลประกอบการ
รายได้ค่าบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น 33% YoY และ 29% QoQ ซึ่งได้แรงหนุนจากรายได้ค่าโฆษณาที่สูงขึ้นจากสื่อที่มีอยู่ในมือและการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจาก MACO โดย VGI เริ่มรวมงบการเงินเข้ามาตั้งแต่เดือน มิ.ย. รายได้ค่าโฆษณาจากสื่อในระบบขนส่งมวลชน ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 12% QoQ มาอยู่ที่ 481 ล้านบาท จากเม็ดเงินโฆษณาที่ปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่รายได้ค่าโฆษณาจากสื่ออาคารสำนักงานและสื่ออื่นๆปรับตัวเพิ่มขึ้น 38% YoY และ 18% QoQ มาอยู่ที่ 78 ล้านบาท จากจำนวนอาคารสำนักงานที่เพิ่มขึ้น (เป็น 146 อาคารจาก 118 อาคารในไตรมาส 2/58 และ 142 อาคารในไตรมาส 1/59)
อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 61.6% จาก 64.3% ในไตรมาส 2/58 เนื่องจากการควบรวมงบของ MACO และต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับค่าเช่าและค่าเสื่อมราคาของสื่อกลางแจ้งที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 61.5% ในไตรมาส 1/59 หนุนโดยอัตราการเช่าใช้สื่อโฆษณาที่เพิ่มขึ้นของสื่อเดิมที่มีอยู่
แนวโน้ม
คาดกำไรของ VGI จะอ่อนตัวลงทั้ง YoY และ QoQ ในไตรมาส 3/59 (ต.ค.-ธ.ค.) เนื่องจากการชะลอตัวลงของเม็ดเงินโฆษณาโดยเฉพาะในอย่างยิ่งในส่วนของสื่อดิจิตอลในระยะสั้น อย่างไรก็ตามสื่อแบบคงที่ยังคงดำเนินการตามปกติ เราคาดว่าเม็ดเงินโฆษณาสำหรับกลุ่มสื่อดิจิตอลจะค่อยๆกลับมาฟื้นตัวหลัง 30 วัน
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ลง 27% มาอยู่ที่ 888 ล้านบาท เพื่อสะท้อนการปรับสมมติฐานสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้น (จาก 18% มาอยู่ที่ 25%) และรายการพิเศษที่บันทึกไว้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 โดยราคาเป้าหมายใหม่ ณ ปลายเดือนมี.ค. 2560 ด้วยวิธี DCF ของเราอยู่ที่ 5.30 บาท (จาก 5.50 บาท)
คำแนะนำ
กำไรไตรมาส 2/59 ที่น่าผิดหวังและแนวโน้มการปรับลดประมาณการกำไรของตลาดอาจส่งผลกระทบเชิงลบในทางจิตวิทยาต่อราคาหุ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าราคาหุ้นของ VGI ที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจุบันซื้อขายกันในระดับ PEG ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2560 ที่ 1.9 เท่า เทียบกับ 2.1 เท่าก่อนหน้านี้ ได้สะท้อนประเด็นดังกล่าวไปแล้ว เราคิดว่าโอกาสในการเติบโตในระยะยาวของบริษัททั้งในส่วนของสื่อที่เกี่ยวข้องกับบีทีเอส (บีทีเอสส่วนต่อขยาย), สื่อกลางแจ้งและธุรกิจสื่ออื่นๆ (อาทิ เช่น สื่อโฆษณาในสนามบินและสื่อออนไลน์) จะยังคงคุ้มค่าหากนักลงทุนจะถือหุ้นไว้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังไม่มีปัจจัยหนุนราคาหุ้นที่ชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้นสำหรับกลุ่มสื่อนอกบ้าน เราจึงยังคงชื่นชอบ PLANB มากกว่า เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจมากกว่า (PEG ที่ 1.6 เท่า) และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งกว่า (CAGR 2 ปี ที่ 18%)






