เลือกเก็งกำไรรายตัวแบบมีจุดตัดขาดทุนในหุ้นที่มีผลกำไรแน่นอน ปัจจัยการเติบโตชัดเจน
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : เน้นมองหุ้นภายใน หลังความผันผวนจากปัจจัยภายนอกเพิ่มขึ้น
เราคาดวันนี้ตลาดหุ้นไทยไทยจะเคลื่อนไหวกรอบแคบตามตลาดหุ้นโลก ระหว่างรอผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 1-2 พ.ย.นี้ (ทราบผลเช้าวันที่ 3 พ.ย.) และรอติดตามผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย. อย่างไรก็ตามตลาดอาจเคลื่อนไหวเป็นบวกหากจีนประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดมองว่าเฟดน่าจะยังคงดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ (ทราบผลเช้า 3 พ.ย.) ตัวแปรสำคัญที่ตลาดให้น้ำหนักจึงเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งนี้ผลโพลเฉลี่ยของ Real Clear Politics (RCP) ที่จัดทำจาก 6 สำนักข่าวชั้นนำชี้ว่าคะแนนนิยมของคลินตันสูงกว่าทรัมป์เพียง 2.2% โดยผลโพลย่อย 5 สำนักยังให้คลินตันชนะ 1-7% ยกเว้นโพลจาก LA Times/USC Tracking ชี้ว่าทรัมป์มีคะแนนนิยมนำคลินตันอยู่ 4% ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายหลังการเลือกตั้งทำให้ดัชนีชี้ความเสี่ยงหลายตัวปรับขึ้น อาทิ ค่าเงินสวิสฟรังซ์ที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำ รวมถึงดัชนีความผันผวน (VIX) ที่ปรับขึ้น 6 วันต่อเนื่อง เรายังคงมุมมองว่าจิตวิทยาของตลาดหุ้นทั่วโลกโดยรวมจะถูกผลักดันด้วยปัจจัยภายนอกเป็นหลักในช่วงนี้
ปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญ 1) ครม.อนุมัติเงินช่วยเหลือชาวนา วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ส่งผลดีต่อกำลังซื้อในช่วงหลังเก็บเกี่ยว อาทิ DCC ROBINS 2) ครม.อนุมัติ รถไฟรางคู่ 3 สาย 5.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาและฐานราก เราชอบ CK STEC SEAFCO PYLON 3) ครม.มีมติให้สามารถกลับมาจัดกิจกรรมบันเทิง-รายการวิทยุโทรทัศน์ ได้ตามปกติ หลังครบกำหนด 30 วัน เริ่มตั้งแต่ 14 พ.ย. เราคาดกำลังซื้อต้องใช้เวลาในการฟื้น และยังกระทบต่อกำไรไตรมาส 4/59 แต่จิตวิทยาบวกอาจส่งผลดีต่อราคาหุ้นระยะสั้น เน้นหุ้นที่คาดรายงานกำไรไตรมาส 3/59 ดี ได้แก่ WORK MONO 4) ครม.อนุมัติ กฟภ.ลงทุน 6 หมื่นล้านบาท พัฒนาระบบสายส่ง-จำหน่ายไฟฟ้า ส่งผลดีต่อ DEMCO GUNKUL
แนวรับ/แนวต้าน : 1485-1492 /1500 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 70% : พอร์ตหุ้น 30%
คำแนะนำทางกลยุทธ์ : เลือกเก็งกำไรรายตัวแบบมีจุดตัดขาดทุนในหุ้นที่มีผลกำไรแน่นอน ปัจจัยการเติบโตชัดเจน และมีผลการดำเนินงานในช่วงปลายปีที่ดี ทยอยสะสมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ทางพื้นฐานยังขอเลี่ยงหุ้นกลุ่มบันเทิงเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดประมาณการหากเก็งกำไรข่าวกลับมาออกอากาศปกติหลัง 30 วัน ควรเก็งถึงแค่ประกาศผลประกอบการเท่านั้น // หุ้น top pick เชิงกลยุทธ์ TSE*, DCC, TU
ประเด็นเก็งกำไรเชิงกลยุทธ์
- หุ้น SET100 ที่ laggard (เทียบ 6 ต.ค.): JWD*, KBANK, IFEC*, BCP
- หุ้นพลังงานทดแทนที่มีแนวโน้มเติบโต: PSTC*, TSE*, BWG*, GUNKUL*
- หุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น (เงินเฟ้อ): BLA*, TIP*, EASTW*
- หุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลปลายปี: TU, ROBINS, BCP, AP, BDMS, BH, BCH
(* หุ้นที่ไม่อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH // หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ ผู้ลงทุนควรพิจารณากำหนดจุดตัดขาดทุน ราว 3-5%)
หุ้นแนะนำทางพื้นฐาน
BCH (14.00) : คาดรายงานกำไรไตรมาส 3/59 เติบโตโดดเด่น ทั้งปัจจัยฤดูกาล (หน้าฝน) และจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของ ร.พ.เก่า ขณะที่ WMC มีผลขาดทุนทีดีขึ้นจากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่ปรับดีขึ้น และน่าจะกลับมามีกำไรในปี 2560 คาดการณ์กำไรโต 42.5% และ 24.0% YoY
TU (24.50) : กำไรปี 2560 เติบโต 16.6% สูงสุดในกลุ่มอาหาร ได้ปรับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน และการเติบโตมีโอกาสดีกว่าคาดจากการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมในอนาคต สำหรับดีลล่าสุด Red Lobster ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก คาดบริษัทสามารถพลิกให้ธุรกิจกลับมากำไรได้ในปี 2560
ROBINS (80) : ผลประกอบการเข้าสู่ช่วง high season ปลายปี และมีโอกาสเติบโตดีกว่าคาดหลังกำลังซื้อต่างจังหวัดมีแนวโน้มดีขึ้นตามรายได้ภาคการเกษตรก.ย.ที่เพิ่มขึ้น 12.4% นอกจากนี้ยังได้ผลดีจาดเม็ดเงินอัดฉีดภาครัฐผ่านโครงการต่างๆ ราคาหุ้นซื้อขายที่ PEG เท่า CPALL แต่ถูกกว่าในเชิง PER และ EV/EBITDA
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ ครม.มีมติช่วยชาวนารับจำนำยุ้งฉางข้าวเปลือกหอมมะลิเพิ่มเป็นตันละ 13,000 บาท คาดใช้เงินไม่เกิน 2 หมื่นล้าน ตามข้อเสนอ นบข. เป้าหมายเกษตรกร 2 ล้านราย เริ่มดำเนินการทันทีผ่าน ธ.ก.ส. หมดเขต 28 ก.พ.ปีหน้า นายกฯหวังชาวนาพอใจ ขณะตัวแทนเกษตรกรรับได้หลังได้เงินเพิ่ม ด้านฝ่ายความมั่นคงเชื่อไม่มีม็อบกดดัน ส่งผู้ว่าฯชี้แจง (กรุงเทพธุรกิจ)
+ “ค่ายรถ” แจงรัฐถอดส่งเสริมลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 31 ต.ค. ไม่กระทบแผนลงทุน “นิสสัน” หวังใช้เป็นจังหวะศึกษาข้อมูลใหม่ แนะรัฐขยายเวลาลดภาษี “โตโยต้า” ระบุ ควรส่งเสริมฯ รวมกลุ่มรถใช้ชิ้นส่วนเกี่ยวกับไฟฟ้าทั้ง อีวี ปลั๊กอิน ไฮบริด เซลล์พลังงาน ช่วยสร้างความประหยัดจากขนาด ขณะ “บีโอไอ” หนุนลงทุนรถปลั๊กอิน ไฮบริด เพิ่มช่วยความต้องการใช้ชิ้นส่วน (กรุงเทพธุรกิจ)
+ นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 จะมีการพิจารณาอนุมัติโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ พีพีพี จำนวน 7 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท เปิดทางเอกชนร่วมเสนอรูปแบบพัฒนา ทางด้าน ครม.เคาะมาตรการภาษีสนับสนุนอี-เพย์เมนต์ เอกชนลงทุนเครื่องรูดบัตร คืนภาษี 2 เท่า (โพสต์ทูเดย์)
+ กกร.มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.3-3.5% ส่งออกติดลบ 0-2% ภาพรวมสินเชื่อดีขึ้น ด้านสภาส่งออกมองไตรมาสสุดท้ายปีนี้ส่งออกเป็นบวก (คมชัดลึก)
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันอังคาร โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ท่ามกลางความวิตกเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 105.32 จุดหรือ 0.58% สู่ 18,037.10, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 14.43 จุดหรือ 0.68% สู่ 2,111.72 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 35.56 จุดหรือ 0.69% สู่ 5,153.58 (รอยเตอร์)
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดตลาดร่วงลงในวันอังคาร และร่วงลงไปอีกในช่วงหลังปิดตลาด เนื่องจากการปิโตรเลียมสหรัฐ (API) รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้นในระดับที่สูงถึง 9 เท่าของตัวเลขคาดการณ์ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ธ.ค.ร่วงลง 19 เซนต์ มาปิดตลาดที่ 46.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยจุดต่ำสุดของวันอังคารถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. (รอยเตอร์)
- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดร่วงลงในวันอังคาร โดยหุ้นธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดและหุ้นบริษัทบีพีในกลุ่มน้ำมันดิ่งลง หลังจากนักลงทุนผิดหวังกับผลประกอบการของบริษัทสองแห่งนี้ ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 37.08 จุด หรือ 0.53 % สู่ 6,917.14 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,903.61-6,993.79 อย่างไรก็ดี ดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 10 % จากช่วงต้นปีนี้ (รอยเตอร์)
+ ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวขึ้นหลังการซื้อขายที่ผันผวนในวันอังคาร หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศคงนโยบายการเงินไม่เปลี่ยนแปลงตามคาด แต่การคาดการณ์ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัทชั้นนำบางแห่งสกัดกั้นการปรับตัวขึ้นของตลาด ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดบวก 17.38 จุดหรือ 0.1% สู่ระดับ 17,442.40 (รอยเตอร์)








