วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

PTTEP - ถือ

คาดรายงานกำไร 3Q59 เติบโต 4%QoQ และเติบโต 197%YoY

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- คาดรายงานกำไร 3Q59 ราว 2.58 หมื่นล้านบาท : ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะรายงานกำไรไตรมาส 3/59 ราว 25,860 ล้านบาทเติบโต 4%QoQ และเติบโต 197% YoY โดยผลประกอบการธุรกิจหลักทั้ง 3 มีรายละเอียดดังนี้ 1) ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีปริมาณจำหน่ายรวมลดลง 3% QoQ สู่ระดับ 4,750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน(MMSCFD) จากความต้องการก๊าซฯ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ปรับตัวลงตามปัจจัยฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีผลขาดทุนจากการจำหน่าย NGV ราว 1.5 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 25%QoQ เนื่องจากบริษัทต้องรับภาระในส่วนของรถยนต์สาธารณะ อีกทั้งสัดส่วนยอดจำหน่ายก๊าซฯ ให้แก่รถยนต์สาธารณะเพิ่มขึ้น 1-2% สู่สัดส่วน 30% ส่งผลให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้น 2) ธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติปริมาณขายเพิ่มขึ้น 17%QoQ มาอยู่ที่ระดับ 1,720 พันตันเพราะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ เหมือนในไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับตัวลงเนื่องจากปัจจัยฤดูกาล 3) ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 1%QoQ สู่ระดับ 6,620 ล้านลิตรจากความต้องการอุปโภคที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่กำไรต่อลิตรปรับตัวดีขึ้นจาก 1.27 บาทต่อลิตรสู่ระดับ 1.3 บาทต่อลิตรเพราะราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นเร็วกว่าต้นทุนทำให้มีกำไรในการจำหน่ายเพิ่มขึ้น

- ปรับประมาณการกำไรปี 59-60 เพิ่มขึ้นปีจากเดิม 5% : ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 59 และ 60 จาก 90,737 และ 98,448 ล้านบาทสู่ 95,093 และ 103,119 ล้านบาทเติบโตจากปีก่อน 377% และ 8% ตามลำดับ เนื่องจากได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ PTTEP ในปี 59-60 ขึ้น 31% และ 23% ตามลำดับ อีกทั้งเราคาดว่าผลประกอบการธุรกิจโรงแยกก๊าซฯยอดจำหน่ายจะทรงตัวในระดับสูงเช่นเดียวกับในไตรมาส 3 เพราะบริษัทไม่มีแผนหยุดซ่อมบำรุง นอกจากนี้ 4Q59 จะมีความต้องการใช้ก๊าซฯ เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมที่เตรียมการผลิตเพื่อรองรับยอดขายช่วงปลายปี ด้านธุรกิจโรงกลั่นแม้ว่าค่าการกลั่นจะยังทรงตัวในกรอบ 4-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแต่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากกำไรสต๊อกน้ำมันดิบหลังราคาน้ำมันดิบสร้างฐานได้เหนือ 43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซึ่งเป็นต้นทุนน้ำมันดิบในไตรมาส 3

- ปรับคำแนะนำเหลือ “ถือ” แต่ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมเป็น 372 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี Sum of the part (SOTP) เพื่อให้สะท้อนถึงมูลค่าของบริษัทลูกในกลุ่ม (ปรับเพิ่มราคาเหมาะสม TOP และ PTTEP จาก 71 และ 85 เป็น 76 และ 86 บาทตามลำดับ) ทำให้ได้ราคาเหมาะสมของ PTT เพิ่มขึ้นจากเดิม 357 เป็น 372 บาท โดยราคาปิดล่าสุดต่ำกว่าราคาเหมาะสมเล็กน้อยไม่ถึง 10% จึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เหลือ “ถือ”