ไพรซ์ เผยบริษัทในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วโลกตื่นตัวปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 คาดใน 5 ปีใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 907 แสนล้านดอลล์ต่อปี
นางสาววิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงผลสำรวจIndustry 4.0: Building the digital enterprise ที่ทำการสำรวจบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมกว่า 2,000 ราย จาก 9 อุตสาหกรรม ใน 26 ประเทศว่า ปัจจุบันบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกกำลังตื่นตัวในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 (Industry 4.0) โดยเชื่อมเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเข้ากับทุกหน่วยการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ถือเป็นยุคที่มีการบรูณาการระบบนิเวศทางดิจิทัลเข้ากับพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่า(Value chain partners)
โดยการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 ทั้งนี้ คาดจากนี้จนถึงปี 2563 อุตสาหกรรมทั่วโลกจะลงทุนปีละ 907,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4
“เราเห็นกระแสการลงทุนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ จากบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมวันนี้ผู้ประกอบการเน้นไปที่การลงทุนในเทคโนโลยีสำคัญๆ เช่น เซ็นเซอร์ หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อ ซอฟแวร์ และแอปพลิเคชัน เช่น ระบบประมวลผลสถานะและระบบการผลิตรวมไปถึงการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อผลักดันให้องค์เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการ โดยบริษัทมากกว่าครึ่ง ที่ทำการสำรวจคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนกลับคืนมาภายใน 2 ปี”
ปัจจุบัน ผู้นำบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงฟังก์ชั่นการทำงานภายในองค์กรให้เป็นดิจิทัล รวมทั้งมีการบรูณาการห่วงโซ่อุปทานทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ไม่ว่าเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างการขนส่งและโลจิสติกส์ตลอดจนการมีพันธมิตรทางธุรกิจเช่น ซัพพลายเออร์ คู่ค้าและลูกค้านอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆที่มีฟังก์ชั่นการทำงานแบบดิจิทัล และบริการฐานข้อมูลอีกด้วย
จากการสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของบริษัทที่ทำการสำรวจให้คะแนนอัตราการแปลงเป็นดิจิทัลของตน (Digitisation) อยู่ที่ระดับ 33% และคาดจะเพิ่มเป็น 72% ภายใน 5 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะทำให้ในอีก 5 ปีข้างหน้ารายได้ด้านดิจิทัลของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.9% หรือคิดเป็นรายได้ต่อปีที่ 493,000 ล้านดอลลาร์และช่วยลดต้นทุนปีละ 421,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.6% ต่อปีโดยเฉลี่ย เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้ย่นระยะการผลิตให้สั้นลง ทำให้นำสินทรัพย์มาใช้ประโยชน์ได้สูงสุดและเพิ่มคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น
"ไม่น่าแปลกใจที่หากบริษัททั่วโลกปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ได้สำเร็จ จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น และช่วยลดต้นทุนจำนวนมหาศาล เพราะยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ และข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต"
นอกจากนี้ จากการสำรวจ ยังพบว่า การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 โดยมากกว่า 80% ของบริษัทที่ทำการสำรวจคาดในอีก 5 ปีข้างหน้า การวิเคราะห์ข้อมูลจะเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการวิเคราะห์ข้อมูลจะทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้า ช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ โดยโรงงานยุค4.0จะสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ และแตกต่างกันตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละราย
อย่างไรก็ดี ความท้าทายของธุรกิจ คือ การขาดการปลูกฝังวัฒนธรรมดิจิทัลภายในองค์กรที่เพียงพอไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ และการฝึกอบรมรวมไปถึงการขาดผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลโดยเกือบ 40% ของผู้บริหารที่ทำการสำรวจระบุว่ายังอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ของพนักงานแต่ละคนเป็นหลัก แทนที่จะจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานขึ้นมาดูแลและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ความปลอดภัยของข้อมูล ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ โดย การบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถป้องกันปัญหาการโจรกรรมข้อมูล และช่วยลดผลกระทบต่อระบบปฏิบัติการในองค์กรอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น
ขณะที่บริษัทและอุตสาหกรรมชั้นนำต่างๆ ทั่วโลกต่างเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า บูรณาการด้านดิจิทัลขององค์กรทั่วโลกจะอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากนักในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่จะมีประเทศอย่างเยอรมนี สหรัฐ และญี่ปุ่น เป็นประเทศผู้นำการปฏิวัตินี้ ตัวอย่าง เช่น บริษัทในประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้มีความพร้อมมากที่สุดจะเน้นไปที่การแปลงเป็นดิจิทัล ทั้งในส่วนของการดำเนินงานภายในองค์กรและสร้างพันธมิตรในแนวราบ
ส่วนในสหรัฐ จะเกิดรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้นเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการให้เป็นดิจิทัลของผู้ประกอบการขณะที่บริษัทผู้ผลิตในประเทศจีนเอง จะเน้นไปที่การลดต้นทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งจากต่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้โมเดลที่เรียกว่า “ประเทศไทย 4.0” ในระยะเวลา 3-5 ปีโดยจะเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เปลี่ยนการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรมเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตไปสู่ภาคการบริการมากขึ้น ซึ่งหากทำสำเร็จจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศได้อย่างมาก และน่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาวอีกด้วย
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของภาครัฐในการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สมบูรณ์ รวมทั้งการขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อเป็นรากฐานในการก้าวไปสู่ยุค 4.0 ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนด้านนี้ เป็นจำนวนมหาศาลด้านผู้ประกอบการไทยเองก็เริ่มตื่นตัวในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการของตนเอง โดยหลายบริษัทเริ่มกันเงินงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อลงทุนด้านดิจิทัลเช่นกัน









