บลจ.กสิกรไทยจับมือเอชเอสบีซีขออนุญาตทางการจีนเข้า
ในรูปเงินหยวนผ่านโครงการอาร์คิวเอฟไอไอ ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ หวังเพิ่มโอกาสการลงทุน
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่าบริษัทได้ร่วมมือกับ ธนาคารเอชเอสบีซี เข้าไปลงทุนในประเทศจีนผ่านโครงการ Renminbi Qualified Foreign Institutional Investor (RQFII)เป็นนักลงทุนสถาบันของไทยรายแรกที่ได้รับใบอนุญาตจากทางการจีนให้เข้าไปลงทุนโดยตรง ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ และตราสารหนี้ในประเทศจีนด้วยสกุลเงินหยวน (Onshore RMB) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขอบเขตการลงทุนหรือโอกาสในการคัดเลือกตราสารที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ขณะที่ธนาคารเอชเอสบีซีจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้รับฝากทรัพย์สินให้แก่บลจ.กสิกรไทย
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2559 บริษัทมีสินทรัพย์สุทธิในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (ไม่นับterm fund) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 121,927 ล้านบาท หรือคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 34.79% โดยมีการลงทุนในประเทศจีนอยู่แล้ว โดยในส่วนตลาดหุ้นจะลงทุนผ่านกองทุนหลักและกองทุน ETF ในต่างประเทศขณะที่ตลาดตราสารหนี้จะลงทุนในเงินฝากของธนาคารของจีนโดยผ่านสาขาในฮ่องกงและมาเก๊าและเมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จกับการออกกองทุน K-AEC ที่เข้าไปลงทุนโดยตรงในหุ้นอาเซียนแล้ว
“บริษัทเชื่อว่านโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของทางการจีนจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในระยะยาว โดยเฉพาะการใช้จ่ายของรัฐบาลและการออมในประเทศที่มีอยู่ในระดับสูง โดยต้นปีหน้า บริษัทยังมีแผนที่จะออกกองทุนใหม่ที่ไปลงทุนในตราสารหนี้เอเชีย ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลจีนเป็นส่วนใหญ่ และอาจมีลงทุนในตราสารหนี้เอกชนบางส่วนด้วย”
นายเอียน แบงค์ หัวหน้าฝ่ายบริการหลักทรัพย์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ณ เดือนก.ย. 2559 เอชเอสบีซีเป็นธนาคารผู้รับฝากทรัพย์สินของโควต้าวงเงินการลงทุนภายใต้โครงการ RQFII ให้ประเทศต่างๆ รวมแล้วเป็นมูลค่า 266,300 ล้านหยวน คิดเป็น 52.09% ของมูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมดภายใต้โครงการนี้ ทั้งในออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี เกาหลี ลักเซมเบิร์ก สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษและเป็นธนาคารต่างชาติรายแรกที่ให้บริการรับฝากทรัพย์สินในโครงการ RQFII ในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง
ทั้งนี้เมื่อเดือนธ.ค. 2558 ทางการจีนได้ประกาศขยายโครงการ RQFII โดยจัดสรรโควต้าให้แก่ประเทศไทยเป็นมูลค่า 50,000 ล้านหยวน (หรือประมาณ 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)









