เมื่อเอ่ยถึง “กลุ่มประเทศอาหรับ” (GCC) 6 ประเทศ กาตาร์ โอมาน คูเวต บาห์เรน ยูเออี ซาอุดิอาระเบียแน่นอนว่า“คนไทยรู้จักแต่รู้จักแค่ไหนนั้น
ไม่แน่ใจนัก ส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเป็นตลาดเล็กๆ มีข้อมูลไม่ชัด คิดไม่ออกว่าจะเข้าไปขายสินค้าได้อย่างไร”นายอัครวุฒิ ตั้งศิริกุศลวงศ์ประธานสภาธุรกิจไทยในดูไบและรัฐตอนเหนือของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวไว้ในงาน“SMEเจาะตลาดอาหรับโอกาสเพิ่มยอดขาย”จัดโดยธนาคารกสิกรไทยที่ต้องการชี้ช่องตลาดใหม่สำหรับSMEไทยชดเชยตลาดส่งออกเดิมๆที่ไม่เอื้ออำนวยนัก
แต่การที่ SME ไทย จะเปิดตลาดการค้าให้โดนใจอาหรับอย่างไรนั้น นายอัครวุฒิ ระบุว่า สิ่งแรก ต้องรู้จักกลุ่ม GCC ให้ดีพอ เนื่องจากแต่ละประเทศลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อหาความต้องการของตลาดที่รองรับความเป็น SME ได้เนื่องจากที่ผ่านมา SME ที่สะดุดและล้มลงในการเปิดตลาดในต่างประเทศปัญหาใหญ่ คือ ผลิตสินค้าแล้วลูกค้าไม่ซื้อ
อย่างไรก็ดีส่วนตัวเชื่อว่า ตลาดกลุ่ม GCC ยังมีความอลุ่มอล่วยมากกว่าตลาดอื่นๆอีกทั้งด้วยศักยภาพกลุ่ม GCC ยังมีอนาคตเติบโตได้ดีกว่าตลาดอื่นๆ ที่เศรษฐกิจของประเทศนั้นชะลอตัว และมีคู่แข่งในตลาดจำนวนมาก
สำหรับศักยภาพของกลุ่มGCC ยังมีอำนาจการซื้อสูง ด้วยรายได้เฉลี่ยมากกว่าสหรัฐฯ2เท่าและมากกว่ายุโรป3เท่าที่สำคัญนิยมนำเข้าสินค้าไทยโดยเชื่อมั่นในคุณภาพ มีความหลากหลายและราคาสมเหตุสมผล ในปี57 ไทยส่งสินค้าเข้าไปยังตะวันออกกลาง มูลค่ากว่า 4.2ล้านล้านบาท นอกจากนี้กลุ่มGCC ยังเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสู่ทวีปยุโรป แอฟริกาและอเมริกา มีเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค ซึ่งปลอดภาษีนำเข้าส่งออกและไม่จำกัดโควต้าการนำเข้า
ขณะเดียวกันหากมองเทรนด์ของกลุ่ม GCC ปี 2563 ได้วางตำแหน่งเป็นฮับของการซื้อมาขายไปด้วย ดังนั้นขอฝาก SME ไทย ว่าการเปิดตลาดใหม่ในอาหรับ“ไม่ยากและไม่ง่าย”SMEไทย ที่มีทุนไม่มาก ก็ยังมีข้อได้เปรียบ 3เรื่อง คือ 1. คนตะวันออกกลางมีความเชื่อใจหากบอกว่า มาจากไทย เขาจะเปิดใจฟังและเชื่อใจเกิน 50% เมื่อเทียบกับจีน เขาอาจจะคิดดูก่อน 2. มิตรภาพระหว่างคนตะวันออกกลางกับไทย สร้างไม่ยาก มีความซื่อสัตย์สูง ใช้เวลาพัฒนามิตรภาพไม่มากนัก เมื่อเทียบเปรียบเทียบญี่ปุ่น ที่ต้องใช้เวลาพัฒนาความสัมพันธ์จากคนไม่รู้จักไม่รู้จัก ทำให้งบประมาณการตลาดที่เตรียมไว้อาจจะหมดก่อน
และ3. นโยบายตะวันออกกลางเป็นนโยบายเดียวและการขับเคลื่อนประเทศเป็นทิศทางเดียว ทำให้ทำงานง่าย มีลักษณะคล้ายกับพัฒนาการของไทย เช่น ผู้นำผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้น คนรุ่นใหม่เริ่มมีจำนวนมากขึ้น มีการใช้โซเซียลมีเดียมาสนับสนุนทำตลาด และการให้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีเพิ่มขึ้น
อัครเดช กล่าวด้วยว่า ทางประธานสภาธุรกิจไทยในดูไบและรัฐตอนเหนือของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีการหารือการจับคู่ธุรกิจอย่างจริงจัง ผ่านดูไบเอสเอ็มอี โดยกิจกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปีนี้และปีหน้าจะมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องในอิหร่านด้วย ฉะนั้น SMEไทยต้อง รู้เขารู้เรา และตัดสินใจเข้าไปลุยด้วยกัน
แต่ละประเทศมีความน่าสนใจแต่างกัน เช่นกาตาร์ ที่มีความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจมหาศาลเรียกว่าร่ำรวยที่สุดในโลกมีความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างและสินค้าสำเร็จรูป ส่วนโอมาน เป็นประตูการค้าส่งออก มีเขตเศรษฐกิจสนับสนุน SME นิยมสินค้าไทยคุณภาพ ชอบคนไทย คูเวต มีโยบาย lock East policy ให้ความสำคัญเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ผ่านการค้าและลงทุน เศรษฐกิจร่ำรวย รายได้ต่อหัวสูง นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก
บาเรน ระบบการค้าเสรี ปลอดภาษี และคนไทย ไม่ต้องขอวีซ่า เป็นประตูสู่อิรัก อิหร่านและซาอุดิอาราเบีย ยูเออี ประตูการค้าโลก คู่ค้าอันดับ1ของไทยในตะวันออกกลาง เมืองปลอดภาษี มีฟรีโซนขนาดใหญ่18แห่งมากกว่า8แห่งในดูไบ ที่เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงิน ซาอุดิอาราเบีย ศูนย์กลางตะวันออกกลาง 60%นำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากไทย 40%เป็นกลุ่มอาหาร เสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้าและสินค้าอื่น
ในฝั่งสถาบันการเงิน พิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่าธนาคารพร้อมสนับสนุนสินเชื่อให้กับลูกค้าเพื่อขยายตลาดใหม่ๆ โดยในช่วง8เดือนปีนี้ มูลค่าการส่งออกของลูกค้าธนาคารที่มี 135,615ล้านบาท แยกเป็นกลุ่มตลาดตะวันออกกลาง มีมูลค่า 7,340ล้านบาท เติบโต 11.1%ขณะที่ตลาดสหรัฐ มีมูลค่า25,598 ล้านบาท เติบโต 21% ,ตลาดยุโรป มีมูลค่า 16,799ล้านบาท เติบโต7% และตลาดCLMV มูลค่า9,301ล้านบาท เติบโต 14.4%
ทั้งนี้หากเเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่า การส่งออกของลูกค้าไปตะวันออกกลาง มีสัดส่วน5% จากเดิมที่4% ขณะที่ตลาดสหรัฐ มีสัดส่วน19% จากเดิมที่14% ตลาดยุโรป มีสัดส่วน11% ลดลงจากเดิมที่12% และตลาดCLMV มีสัดส่วน7% เพิ่มขี้นจากเดิมที่6%
ถึงเวลาแล้วที่ SME ไทยต้องลองเปิดใจมองหาโอกาสที่จะเข้าไปเจาะขุมทรัพย์ใหม่อย่างตลาดอาหรับหรือกลุ่มGCC









