วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘โพลีนเพาเวอร์’ เลื่อนเข้าเทรดปีหน้า

"โพลีน เพาเวอร์" เลื่อนเข้าเทรดไปไตรมาส1 ปี60 ขณะที่หุ้น "ทีพีไอ โพลีน" ร่วงรับข่าวเกือบ 5%โบรกเชื่อแค่ผลกระทบจิตวิทยาช่วงสั้น

นายวิรัช มรกตกาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายวาณิชธนกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่ บล.ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ล่าสุด ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) ตัดสินใจที่จะเลื่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออกไปเป็นช่วงไตรมาส 1/2560 จากเดิมที่คาดว่าจะเข้าเทรดในช่วงกลางเดือน พ.ย. นี้ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พนักงานบริษัทอยากจะใช้เวลาในการถวายความอาลัย จึงต้องเลื่อนการเดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติใน 4 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และอังกฤษ

“แม้บริษัทจะเลื่อนการเข้าจดทะเบียนออกไป แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อบริษัท เพราะปัจจุบันบริษัทยังมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ และหนี้สินของบริษัทก็ยังอยู่ในระดับต่ำ หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนก็สามารถกู้จากสถาบันการเงินได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากระบวนการเข้าจดทะเบียนจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2560”

ทั้งนี้ ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)TPIPLเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 100%ของทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ และภายหลังการเข้าจดทะเบียนแล้วเสร็จ สัดส่วนการถือหุ้นจะลดลงเหลือ 70%

ด้าน นายประสิทธิ์ รัตนกิจกมล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ในช่วงสั้นราคาหุ้นทีพีไอ โพลีน น่าจะถูกกระทบในเชิงจิตวิทยาจากประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้จากราคาหุ้นเมื่อ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวลดลงราว 5% หลังจากที่มีกระแสข่าวว่า ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ เลื่อนการเข้าจดทะเบียนออกไป

“ความกังวลที่เข้ามาคงเป็นเรื่องของภาระค่าเสื่อมที่บริษัทต้องบันทึกปีละประมาณ 1,300 ล้านบาท เดิมทีแนวทางหนึ่งที่บริษัทอาจจะดำเนินการคือ นำส่วนล้ำมูลค่าหุ้นจากการขายไอพีโอโพลีน เพาเวอร์ มาชดเชยส่วนเกินทุนจากการตีราคาทรัพย์สินที่จะหายไป 1.9 หมื่นล้านบาท หลังบริษัทอาจจะเปลี่ยนวิธีบันทึกมูลค่าที่ดิน อาคาร อุปกรณ์กลับไปที่ราคาทุน แต่เมื่อเลื่อนการขายไอพีโอออกไปจึงยังไม่แน่นอนว่าบริษัทจะสามารถจัดการส่วนนี้ได้ทันปีนี้หรือไม่ เพราะบริษัทจะต้องส่งงบปีในช่วงเดือน ก.พ. 2560”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท และตามแผน ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จะยังเข้าจดทะเบียนแน่นอน แม้จะล่าช้าออกไปบ้าง ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าที่แท้จริงของทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ สะท้อนออกมาในหุ้นทีพีไอ โพลีน ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรของทีพีไอ โพลีน จะเติบโตขึ้นเป็น 2,650 ล้านบาท ในปี 2560 และเป็น 3,616 ล้านบาท ในปี 2561 จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีกำไรเพียง 170 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากภาระค่าเสื่อม โดยปัจจัยหนุนจะมาจากกำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 70% จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 90 เมกะวัตต์ ขายให้กับการไฟฟ้า

นอกจากนี้ ธุรกิจปูนซิเมนต์ซึ่งบริษัทเพิ่มกำลังการผลิตอีก 4.5 ล้านตัน รวมเป็น 13.5 ล้านตัน น่าจะเห็นผลบวกมากขึ้นตามความต้องการใช้ในประเทศที่คาดว่าจะเติบโต 3-5% ในปีหน้า จากปีนี้ที่คาดว่าจะแค่ทรงตัว ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดมีแนวโน้มขยับขึ้นเป็น 22% จาก 18% ในปัจจุบัน รวมถึงมาร์จินที่ดีขึ้นจากเดิมที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ภาพรวมผลประกอบการของบริษัททีพีไอโพลีน ในงวดครึ่งปีแรกของปี 2559 ยังมีรายได้รวมอยู่ที่16,050.25 ล้านบาท และผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 89.44 ล้านบาท