พันธมิตรที่เหนียวแน่นกับผู้รับเหมางานรัฐฯ
ประเด็นการลงทุน
เราเริ่มคำแนะนำ “ซื้อ” SEAFCO ด้วยราคาเป้าหมาย 13.50 บาท อิง P/E กรอบบน 19 เท่า +0.5SD (ปัจจุบันหุ้นเทรดเพียง 14 เท่า) ตามวัฏจักรกำไร ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 21% ในปี 2017 จากงานรับเหมาภาครัฐฯที่จะเพิ่มขึ้น และงานในมือ (Backlog) ปัจจุบันที่รอส่งมอบ ด้วยงานรากฐานเสาเข็มจะเป็นงานที่ทำก่อน-รับรู้กำไรก่อน-ใช้ระยะเวลาส่งมอบงานสั้น ทำให้เราคาดกำไรของบริษัทจะเติบโตได้ถึง 16% เฉลี่ยในปี 2017-18 เทียบกับกลุ่มที่โตน้อยกว่า 10% และดีกว่าค่าเฉลี่ยกำไรของบริษัทฯเองย้อนไปหลัง 5 ปี
คาดปัจจัยหนุนราคาหุ้นระยะสั้นจะมาจาก (1) ปลายปีนี้จะมีข่าวงานรถไฟฟ้า 3 สาย ออกประมูล ซึ่ง SEAFCO มีลุ้นถึง 2 ใน 3 (2) กำไร 2H16 ที่คาดเติบโตสูง จากผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q16 (3) ข่าวได้งานรถไฟรางคู่ จิระ-ขอนแก่น เฟส 2 เพิ่มจาก CK
กำไร 2H16 โตดีต่อจากครึ่งปีแรก และปี 2017 คาดดีกว่าปีนี้มาก
เราคาดกำไรกำไร 2H16 จะเติบโต 18%YoY และโตอีก 21% ในปี 2017 จาก backlog ปัจจุบันราว 1,200 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนงานค่าแรงราว 56% คาดหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยใน backlog ไม่ต่ำกว่า 20-21% นอกจากนี้คาดปีหน้าจะเป็นปีทองของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะรับเหมาต้นน้ำ เพราะจะเป็นการเริ่มงานก่อสร้างของโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายโครงการ ซึ่งงานรากฐานจะเป็นงานที่ทำก่อน รับรู้กำไรก่อนงานอื่นๆ และบริษัทมีโอกาสที่จะได้งาน รถไฟรางคู่ จิระ-ขอนแก่น จาก CK ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลัก หลังจากที่บริษัทรับงานในส่วนแรกมาแล้วราว 300 ล้านบาท คาดจะมีงานส่วนเพิ่มอีกราว 200-300 ล้านบาท (เฉพาะค่าแรง) เข้ามาเพิ่มเติม
อานิสงส์งานภาครัฐฯ คาดเข้าทาง SEAFCO เต็มๆ
เราคาดจะมีงานรากฐานมูลค่าราว 3,000-7,000 ล้านบาท ออกมาในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากรถไฟฟ้า 3 สาย ที่จะประมูลในเร็วๆนี้ ได้แก่ 1) รถไฟฟ้าสายสีส้ม 2) รถไฟฟ้าสายสีชมพู และ 3) รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ซึ่งเรามองว่าจะมีความต้องการใช้เสาเข็มเจาะ และกำแพงกันดิน เป็นจำนวนมาก คาดบริษัทจะได้รับงานดังกล่าวต่อจากผู้รับเหมาหลักอย่าง CK และ STEC ซึ่งปกติใช้ SEAFCO เป็นผู้รับเหมาด้านงานรากฐานเป็นประจำ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองที่จะเป็นโมเด็ล PPP คาดผู้ให้บริการเดินรถฯปัจจุบันจะมีโอกาสได้งานสูง อย่างเช่น BEM (ซึ่ง CK จะเป็นผู้รับเหมา) หรือ BTS (BTS เป็นพันธมิตรกับ STEC)
วัฏจักรขา ขึ้นรอบใหม่ หนุนงานในมืออาจมากกว่าคาด
จากภาพรวมอุตสาหกรรมข้างต้น เราเชื่อจะหนุนวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมงานฐานราก เพราะความต้องการใช้งาน “ผู้รับเหมางานฐานราก” เพิ่มสูงขึ้น จากงานภาครัฐฯจำนวนมาก บวกกับงานคอนโดฯ ภาคเอกชน ที่เพิ่มขึ้นใหม่ตามเส้นทางรถไฟฟ้า ขณะที่จำนวนผู้ประกอบการหรือ Supply เท่าเดิม ทำให้เกิด Supply Shortage และภายใต้สมมุติฐานเชิงอนุรักษ์นิยม เรามองว่า งานที่บริษัทฯรอเสนอราคา ราว 50 โครงการ มูลค่ารวมราว 3,700 ล้านบาท คาดว่าบริษัทมีโอกาสจะได้รับงานใหม่เพิ่มอีกราว 1,700 ล้านบาท ซึงจากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ดีขึ้น งานในมือของบริษัทฯอาจจะมากกว่าที่เราคาดได้









