กำไรไตรมาส 3/59 มีแนวโน้มที่ดี
ประเด็นการลงทุน
เราคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/59 น่าจะออกมาค่อนข้างดีซึ่งน่าจะช่วยหนุนราคาหุ้น SCC ในระยะสั้นได้ เราไม่ได้มีความกังวลว่ากำไรไตรมาส 4/59 ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน ROC จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเนื่องจากเป็นประเด็นที่รับรู้ในตลาดอยู่แล้ว นอกจากนี้อัตราตอบแทนเงินปันผลที่สูงถึง 3.5% ปี 2559 และ 3.9% ในปี 2560 น่าจะช่วยหนุนราคาหุ้นไม่ให้ปรับตัวลดลงได้ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 ที่ 640 บาท
แนวโน้มกำไรไตรมาส3/59
เราคาด SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/59 ที่ 1.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% YoY แต่ลดลง 13% QoQ หากไม่รวมการขาดทุนจากสินค้าคงคลังที่ 2.16 พันล้านบาทและการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1.5พันล้านบาท ในไตรมาส 3/58 กำไรหลักจะขยายตัว 11% YoY ซึ่งส่วนใหญ่ได้แรงหนุนจากกำไรในธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง ส่วนกำไรที่ลดลง QoQ จะมาจากกำไรในธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่อ่อนตัวลงตามฤดูกาลและการที่ไม่มีรายได้จากเงินปันผลจากโตโยต้า
กำไรจากธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่ง
ค่าเฉลี่ยส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทาเพิ่มขึ้น QoQ มาอยู่ที่ 749 เหรียญสหรัฐต่อตันในไตรมาส 3/59 แม้ว่าอุปทานจะกลับมาเพิ่มขึ้นหลังจากหลายโรงงานปิดปรับปรุงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุปทานเอทิลีนกำลังเริ่มตึงตัว ดังนั้นเราจึงไม่กังวลว่ากำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มในตลาดในช่วง 3 ปีนี้จะทำให้ราคาส่วนต่างลดลง หรือหากลดลงก็เป็นแค่เพียงในระยะสั้นเท่านั้น ส่วนสายผลิตภัณฑ์โพลิโพรไพลีนนั้นมีส่วนต่างราคาดีกว่าที่คาดไว้และน่าจะช่วยหนุนกำไรให้เติบโตได้ในระยะกลาง โดยค่าเฉลี่ยส่วนต่างราคาโพลิโพรไพลีนเทียบกับแนฟทาอยู่ที่ 704 เหรียญสหรัฐต่อตันในไตรมาส 3/59 เพิ่มขึ่น QoQ อย่างต่อเนื่องมา 3 ไตรมาสติดต่อกัน เมื่อรวมกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นถึง 40% ของ Chandra Asri ในประเทศอินโดนีเซีย เราจึงคาดว่ากำไรจากธุรกิจเคมิคอลส์ไตรมาส3/59 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 72% YoY มาอยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท หากไม่รวมการขาดทุนจากสินค้าคงคลังในไตรมาส3/58ที่ 2.16 พันล้านบาท กำไรหลักจากธุรกิจเคมิคอลส์น่าจะเพิ่มขึ้น 31% YoY
ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีแนวโน้มทรงตัว
ความต้องการใช้ซิเมนต์ในประเทศน่าจะทรงตัวไปถึงลดลงเล็กน้อยในไตรมาส 3/59 โดยมีปัจจัยดังนี้ 1) โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการยังไม่เริ่มก่อสร้าง, 2) อุปสงค์จากกลุ่มที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัว และ 3) ฝนที่ตกหนักทำให้การก่อสร้างชะลอตัว นอกจากนี้ราคาซิเมนต์น่าจะลดลง QoQ เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวในช่วงโลว์ซีซั่น, ต้นทุนด้านพลังงานที่ถูกลงและการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยและกระเบื้องเซรามิกในประเทศไทยคาดว่าจะลดลงจากอุปสงค์ที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าธุรกิจในต่างประเทศจะรายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากอัตรากำลังการผลิตที่สูงขึ้นจากโรงปูนซิเมนต์ใหม่และยอดขายวัสดุก่อสร้างในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เราคาดกำไรจากธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจะทรงตัว YoY ที่ 2.1 พันล้านบาทในไตรมาส 3/59









