วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แกว่งตัวออกด้านข้าง

ลดพอร์ตลงบางส่วนบริเวณแนวต้าน เก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ เก็งกำไรหุ้นกลุ่มน้ำมัน หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้น

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ :  แกว่งตัวออกด้านข้าง

ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ คาดว่าจะแกว่งตัวออกด้านข้าง โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ขณะนี้เป็นโอกาสในการทยอยเข้าลงทุนในระยะยาว จากการที่ SET index ขณะนี้ซื้อขายในระดับที่ 14.7 เท่า forward PE หรือซื้อขายในระดับสูงกว่า MSCI Asia ex Japan PE ราว 3% จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ซื้อขายในระดับสูงกว่า MSCI Asia ex Japan PE ราว 13% ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่รายงานวานนี้ได้แก่ ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ พบว่าอยู่ที่ 246,000 ราย ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า และใกล้ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐ และสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ในเดือน ธ.ค. 2559

แนวรับ/แนวต้าน : 1340/1420 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 70% : พอร์ตหุ้น 30%

กลยุทธ์ : ลดพอร์ตลงบางส่วนบริเวณแนวต้าน เก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ เก็งกำไรหุ้นกลุ่มน้ำมัน หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นกลุ่มบันเทิง

หุ้นแนะนำ

CPF (37.00) : คาดผลประกอบการจะสูงที่สุดในช่วง 3Q59 เนื่องจาก 1) ราคาไก่ที่อยู่ในระดับสูงจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากการนำเข้าไก่จากญี่ปุ่น และผลกระทบของการห้ามนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์จากสหรัฐตั้งแต่ต้นปี 2558 จากโรคระบาดไข้หวัดนก 2) ธุรกิจกุ้งที่เริ่มฟื้นตัว และ 3) ต้นทุนอาหารสัตว์ที่อยู่ในระดับต่ำ

IVL (40) : เรายังคงชอบ IVL จากแนวโน้มกำไรที่คาดว่าจะแข็งแกร่งต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง รวมทั้งยอดขายและกำไรกว่า 80% มาจากธุรกิจอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ได้รับผลลบจากปัจจัยในประเทศมาก

BCH (14.00) : คาดกำไร 3Q59 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy จากช่วง high season และการรับรู้รายได้ประกันสังคมที่เลื่อนมาจากช่วง 2Q59 ทั้งนี้เราคาดกำไรปี 59 นี้ จะเติบโตก้าวกระโดดจาก การฟื้นตัวอย่างมากของ รพ. WMC การเติบโตของ รพ.ในเครือทั้งจำนวนผู้ป่วยนอกและใน การขึ้นค่ารักษาพยาบาล และจำนวนผู้ป่วยประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น

PTTEP (101) : จัดการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/59 คาดว่าจะอยู่ราวๆ 4.5 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy และดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ตอนแรกที่ 3.9-4.0 พันล้านบาท นอกจากนี้กำไรยังผลกระทบจากปัจจัยในประเทศน้อย รวมทั้งยังได้อานิสงค์จากราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

- กระทรวงคลังสั่ง แบงก์กรุงไทย ตั้งวอรูมพิเศษดูแลความปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก เชื่อทุกแบงก์เตรียมพร้อมรับมือแล้ว ขณะแบงก์เริ่มห่วงปัญหาสภาพคล่อง ลุยซื้อดอลลาร์ตุนกดเงินบาทอ่อนค่า (กรุงเทพธุรกิจ)

- หุ้นไทยยังผันผวนหนัก เคาะซื้อเคาะขายกันวุ่นดันมูลค่าซื้อขายพุ่งทะลุแสนล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิเฉียดหมื่นล้าน "สมคิด" สั่ง ก.ล.ต. ตรวจสอบต้นตอข่าวลือทุบหุ้นวันที่ 12 ตุลาคม ด้านตลาดหลักทรัพย์ระบุสอบเบื้องต้นไม่พบผิดปกติ (คมชัดลึก)

ปัจจัยต่างประเทศ

- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี นำโดยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มการเงิน และหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีน แต่การดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมันได้ช่วยจำกัดการติดลบ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 45.26 จุดหรือ 0.25% สู่ 18,098.94, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 6.63 จุดหรือ 0.31% สู่ 2,132.55 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 25.69 จุดหรือ 0.49% สู่ 5,213.33 (รอยเตอร์)

- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ในวันพฤหัสบดี ถึงแม้ดัชนีเพิ่งขึ้นไปแตะสถิติสูงสุดในวันที่ 11 ต.ค. โดยดัชนีได้รับแรงกดดัน หลังจากหุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานดิ่งลงตามราคาโลหะ โดยเป็นผลจากตัวเลขการค้าจีนที่อ่อนแอ ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 46.27 จุด หรือ 0.66 % สู่ 6,977.74 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,930.04-7,024.01 โดยดัชนีเพิ่งขึ้นไปแตะสถิติสูงสุดที่ 7,129.83 ในวันที่ 11 ต.ค (รอยเตอร์)

- ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดลดลงในวันพฤหัสบดี หลังจากปรับตัวขึ้นในช่วงแรก ขณะที่เยนฟื้นตัวขึ้นหลังจากร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และความเชื่อมั่นถูกบั่นทอนลงอีกจากข้อมูลการค้าที่อ่อนแอของจีน ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดร่วงลง 65.76 จุด หรือ 0.39% ที่ 16,774.24 โดยร่วงจากระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ที่ทำไว้เมื่อวันศุกร์ (รอยเตอร์)

- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปรับขึ้นในวันพฤหัสบดี หลังจากรัฐบาลสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินดิ่งลงอย่างรุนแรง และตัวเลขดังกล่าวบดบังการพุ่งขึ้นของสต็อกน้ำมันดิบเป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน พ.ย.ปรับขึ้น 26 เซนต์ หรือ 0.5 % มาปิดตลาดที่ 50.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 49.36-50.59 ดอลลาร์ (รอยเตอร์)