กางแผนรับ ‘ภาษีใหม่’ แนะลดหย่อนเพิ่มผ่านแอลทีเอฟ
จากงานเสวนา “วางแผนภาษีปี 60 ทวีคูณด้วยหุ้น ธรรมาภิบาล”โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.) วรรณ จำกัด เมื่อเร็วๆ นี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจ
จากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี“ชินภัทร วิสุทธิแพทย์”ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย Siam City Law Offices (SCL) หัวข้อ“บริหารเงินให้มั่นคั่ง...ด้วยพลังของภาษี เจาะลึกเกณฑ์ภาษีใหม่ปี 2560” หลังจากที่ช่วงต้นปีมานี้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับภาษี อาทิ ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก หรือแม้แต่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สำหรับภาษีที่ดินและภาษีมรดกบางส่วน ได้มีการปรับให้เข้มงวดมากขึ้น กล่าวโดยสรุป“ภาษีมรดก”แบ่งเป็นการให้มรดก(ก่อนเสียชีวิต) สำหรับบุพการี คู่สมรส ผู้สืบสันดาน หากมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทเสีย 5% ต่อคนต่อปี ในกรณียกให้ผู้อื่น มูลค่าเกิน 10 ล้านเสีย 5% ต่อคนต่อปี หากมูลค่าต่ำกว่านั้นได้รับการยกเว้นภาษี และในส่วนของภาษีการรับมรดก(หลังเสียชีวิต)
โดยกำหนดให้หากบุพการีหรือผู้สืบสันดานได้รับมรดกเกิน 100 ล้านบาทต้องเสียภาษีที่ 5% และหากเป็นบุคคลอื่นนอกจากบุพการีหรือผู้สืบสันดานต้องเสียภาษีที่ 10% โดยหากมูลค่าของมรดกต่ำกว่านั้น จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งคู่สมรสเจ้ามรดกได้รับการยกเว้นภาษีทั้งจำนวน มรดกที่เจ้ามรดกตายก่อนกฎหมายใช้บังคับ 180 วัน ได้รับการยกเว้นภาษี
ขณะที่“ภาษีที่ดิน”ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นราคาประเมินในการเสียภาษีเช่น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทเกษตรกรรมและบ้านพักอาศัยหลังหลักมูลค่าของทรัพย์สินไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นการเสียภาษี และเพิ่มการเสียภาษีสำหรับที่ดินสิ่งปลูกสร้างประเภทเกษตรกรรมและบ้านพักอาศัยหลังที่ 2 ไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราภาษีอยู่ที่ 0.03% ในกรณีที่เป็นที่ดินปลูกสร้างประเภทอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกรรมและบ้านพักอาศัย หากมูลค่าของสินทรัพย์ไม่เกิน 20 ล้านบาท อัตราภาษีอยู่ที่ 0.3% เป็นต้น
ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงการคำนวณฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2560อย่างแรกจะหักลดหย่อนเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มทั้งในส่วนของผู้มีเงิน คู่สมรสและบุตร โดยผู้มีเงินได้และคู่สมรสสามารถลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นได้เป็นท่านละ 60,000 บาท จากเดิมที่ 30,000 บาท ขณะที่สามารถลดหย่อนบุตรได้ 30,000 บาทต่อคนและไม่จำกัดจำนวนคน จากเดิมที่ลดหย่อนได้เพียง 15,000 บาทต่อคนและไม่เกิน 3 คน
อย่างที่สองหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นสูงสุด 100,000 บาท บุคคลที่มีรายได้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตรา 50% ของรายได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จากเดิมที่เหมาจ่าย 40% ของรายได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
อย่างที่สามเป็นการปรับฐานรายได้กว้างขึ้นสำหรับอัตราภาษีในช่วงอัตรา 30% และ 35% ทำให้เงินได้ที่เสียภาษีจะอยู่ในอัตราต่ำลงโดยผู้มีเงินได้สุทธิต่อปี 2,000,001-5,000,000 บาทจะมีฐานภาษีที่ 30% และผู้มีเงินได้สุทธิต่อปี 5,000,001 บาทขึ้นไป จะมีฐานภาษีที่ 35% (จากเดิมที่กำหนด 2,000,001-4,000,000 บาท และ 4,000,001 บาทขึ้นไปจะเสียฐานภาษีที่ 30% และ 35% ตามลำดับ)
ทางด้าน“มณฑล จุนชยะ”ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ มองว่าการเปลี่ยนแปลงด้านภาษี คงกระทบกับรายได้และค่าใช้จ่ายของนักลงทุนแต่ละคนซึ่งนักลงทุนต้องเริ่มกลับมาพิจารณาว่าในแต่ละปีท่านจะมีรายได้สุทธิในแต่ละปีเท่าใด
ขณะเดียวกันการลดหย่อนภาษีในแต่ละปีจะช่วยให้เงินในกระเป๋าของท่านเพิ่มขึ้นเพื่อจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากที่สุด ผู้ลงทุนจึงสามารถนำเงินที่ได้รับจากการลดหย่อนบางส่วนในพอร์ตลงทุนมาลงทุนในกองทุน LTF ได้
สอดรับกับมาตรการภาครัฐสนับสนุนในส่วนของการต่ออายุกองทุนLTF นอกเหนือจากการต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีก3ปี ที่เงินลงทุนสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ถึง31ธ.ค.62 และทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาติให้จดทะเบียนกองทุนLTFเพิ่มเติม ทำให้บลจ.สามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน
อย่างไรก็ดีภายในสิ้นปีนี้น่ามีเงินลงทุนในLTF เข้ามาอีกจำนวนมากเช่นเดียวกับปีก่อน ส่วนใหญ่ยังเข้ามาในสัปดาห์สุดท้ายของปีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท
ด้วยเปลี่ยนแปลงภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ หากนักลงทุนมีการวางแผนบริหารจัดการเงิน “ล่วงหน้า” ที่ดีในระยะยาวแล้ว แน่นอนว่าจะยิ่งสร้างมั่งคั่งให้กับนักลงทุนทุกระดับ ไม่ต้องมาเข้าคิวยาวกันยาวช่วงวินาทีสุดท้ายปลายปีให้เมื่อย นี่ก็ใกล้ถึงโค้งส่งท้ายปีนี้แล้ว บลจ. วรรณ ย้ำมาว่า “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดลงทุน”







