วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'ถก'แจ็ค หม่า' ตั้งคณะทำงานดัน'อี-คอมเมิร์ซ'

"สมคิด" หารือ "แจ๊ค หม่า" ดันตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย หนุนคนรุ่นใหม่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พร้อมชื่นชม "อี-เพย์เม้นท์"ไทยปูทางการเงินดิจิทัล

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือกับ นายแจ๊ค หม่า ผู้ก่อตั้ง และประธานกลุ่มบริษัทอาลีบาบาว่า นายหม่า ได้มาพบเพื่อแสดงความตั้งใจว่าไม่ได้ต้องการมาทำธุรกิจ แต่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับเรื่องดิจิทัลในประเทศไทยเหมือนที่เคยได้ช่วยรัฐบาลจีนและรัฐบาลของอีกหลายประเทศมาแล้ว นอกจากนี้ยังต้องการที่จะช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) หรือผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีสัดส่วนกว่า90%ของผู้ประกอบการในประเทศไทยทั้งหมด ได้มีโอกาสค้าขายไปยังต่างประเทศจะมาร่วมพัฒนาแพล็ตฟอร์มร่วมกันเพื่อให้รายย่อยค้าขายได้

ตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย

ทั้งนี้รัฐบาลไทยกับอาลีบาบาจะตั้งคณะทำงาน 2 ฝ่ายมาร่วมผลักดัน ประเทศไทย 4.0 ทั้งเรื่องอีคอมเมิร์ซ สตาร์ทอัพ การพัฒนาฝึกอบรมในชนบทให้คนรู้จักว่าอีคอมเมิร์ซคืออะไร ถ้าลงทุนอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านแล้ว แต่ใช้ไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์อะไร คณะทำงาน 2 ฝ่ายจะทำงานร่วมกันดูว่า มีโมเดลอะไรที่เหมาะสมกับประเทศไทย มี 2 ฝ่ายเป็นทีมงานร่วมกัน ฝ่ายไทยมีหัวหน้าคณะ คือ นายอุตตม สาวนายน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ
นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพราะทำเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ต้น ขณะที่ฝ่ายอาลีบาบาจะมีผู้ช่วยของนายหม่า เป็นหัวหน้าคณะ ทำแผนปฏิบัติการภายใน 1 ปี

“เขาต้องการที่จะเข้ามาช่วยฝึกนักธุรกิจและเอสเอ็มอีของไทยเรื่องการค้าขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งร่วมกับรัฐบาลและสถาบันการศึกษาช่วยสอนเรื่องอีคอมเมิร์ซ โดยจะให้เกิดการตื่นตัวในเด็กรุ่นใหม่เพื่อสร้างผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ทอัพ ขายสินค้าให้กับคนทั่วโลก หวังจะให้เด็กไทยทำการค้าแบบอีคอมเมิร์ซเป็น จะเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะตั้งคณะทำงานร่วมกันทั้ง2ฝ่ายมาร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการหรือแอ๊คชั่นแพลน เริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป"

นายหม่า ยังกล่าวชื่นชมโครงการอีเพย์เม้นท์ของไทย โดยระบุว่าในอนาคตการใช้เงินสดจะน้อยลง ความสะดวกสบายจากการใช้อีคอมเมิร์ซจะมากขึ้น และจะเก็บข้อมูลต่างๆที่เป็นของลูกค้าเพื่อให้ทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองได้ตรงความต้องการลูกค้ามากขึ้น โดยนายหม่ายินดีพัฒนาระบบอีเพย์เม้นท์ร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อไม่ให้ระบบมีข้อบกพร่อง โดยเฉพาะระบบป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อฉล
รวมทั้งยังได้หารือเรื่องนักท่องเที่ยวจีน ที่มาเที่ยวไทยจำนวนมาก ในอนาคตทางอาลีบาบา อยากมีส่วนร่วมคัดกรองนักท่องเที่ยวจีนที่จะมาท่องเที่ยวไทย ให้เป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งคนจีนที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศส่วนใหญ่ใช้ระบบอาลีเพย์ จึงมีข้อมูลของนักท่องเที่ยวจีนด้านนี้พร้อมอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันนายหม่ายังให้ความสนใจกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรืออีอีซี โดยสนใจที่จะผลักดันแนวความคิดสร้างเขตการค้าเสรีสำหรับบริษัทขนาดเล็กๆของอาเซียนหลังจากก่อนหน้านี้มีเขตการค้าเสรีสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว และนายแจ๊ค หม่าอยากเสนอให้ไทยเป็นอี-ฮับของอาเซียนด้วย

แนะทำธุรกิจอย่ายอมแพ้

ส่วนช่วงการบรรยายพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่หัวข้อ “Entrepreneurship and Inclusive Globalization” นายหม่า แนะเคล็ดลับสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจสำคัญต้องไม่ยอมแพ้ โดยบอกว่า เคยรู้สึกท้อถอยมามากกว่าหมื่นครั้ง ทว่ายังพยายามต่อ ต้องรู้จักมองโลกเชิงบวก อย่ามัวแต่บ่นเพราะไม่เกิดประโยชน์ อีกทางหนึ่งให้มองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่จากเรื่องที่บ่นพร้อมหาทางออกให้ได้

“วันนี้หากคิดว่ายากแล้ว พรุ่งนี้ยิ่งยากมากกว่า ดังนั้นต้องรู้จักอดทนเพื่อจะได้เห็นความสำเร็จที่สวยงามในวันข้างหน้า”

สำหรับ ประเด็นการระดมทุนเพื่อทำธุรกิจซึ่งเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการหน้าใหม่มาโดยตลอด ขณะเดียวกันการขอการสนับสนุนเงินทุนหรือร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไม่อาจทำได้ง่ายๆ ทางออกของเรื่องนี้ภาครัฐและสถาบันการเงินควรเข้ามาสนับสนุนเรื่องโปรแกรมทางการเงินให้

อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวชอบที่ผู้ประกอบการมีแนวคิดว่า แม้ไม่มีเงินแต่สามารถสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้ ที่ผ่านมายังชอบพูดคุยกับเอสเอ็มอีที่เต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ มากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งเมคมันนี่และแข่งขัน

เงินไม่ใช่ทุกอย่าง

นายหม่า ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า เขาไม่ใช่คนเก่งด้านเทคนิค ดังนั้นมีแนวคิดว่าทำอย่างไรจะให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องง่าย เพราะเชื่อว่าหากตัวเองใช้งานได้แล้ว คนอีก 80% ก็คงใช้งานได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ทำให้แน่ใจว่าลูกค้ามีความสุข ทีมงานมีความสุข หากทำได้แล้วเชื่อว่านักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นจะมีความสุขตามไปด้วย

“ปรัชญาเรื่องเงินของผม ผมมองว่าเงินหรืออำนาจไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ เมื่ออายุมากขึ้นคุณจะได้พบว่าสิ่งที่มีค่าคือประสบการณ์ ซึ่งจะนำไปถ่ายทอดบอกต่อแก่ลูกหลาน มูลค่าที่สร้างมาได้มาจากความรับผิดชอบและความเชื่อมั่นที่คนอื่นมอบให้กับคุณ”

พร้อมระบุว่า อย่าประสบความสำเร็จด้วยตัวคนเดียว ให้หาพันธมิตรที่ดีมาทำงานร่วมกัน ส่วนการจูงใจนักลงทุนหรือผู้สนับสนุนนั้น อย่าเข้าหาคนที่เขาประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเขาคงไม่ยอมเปลี่ยน ให้มุ่งเข้าไปหาคนที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ

“อนาคตธุรกิจไม่ใช่บีทูซี แต่เป็นซีทูบีที่ผู้บริโภคเป็นผู้เรียกร้อง ธุรกิจต้องพัฒนาบริการออกมาให้ตอบโจทย์”

นายหม่า กล่าวว่า อนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจะทำให้ตำแหน่งงานจำนวนมากจะหายไป ขณะเดียวกันเกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ ขึ้นมา
การปฏิวัติทางอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีจะใช้เวลาประมาณ 50 ปี โดย 20 ปีแรก จะเป็นการหาความรู้ ส่วนอีก 30 ปีเป็นการนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติ ในขณะนี้ผ่านช่วง 20 ปีแรกมาแล้ว และ 30 ปีต่อจากนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างมาก เป็น 30 ปี ที่โลกออฟไลน์ผสานไปกับออนไลน์ โลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมแห่งปัญญา มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ระบบการศึกษาต้องเปลี่ยน จากเดิมให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและความรู้ ต้องเปลี่ยนไปเป็นทำอย่างไรคนรุ่นใหม่จึงมีความความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่มากขึ้น มิเช่นนั้นคงไม่อาจไปแข่งกับหุ่นยนต์ได้ คนรุ่นใหม่ต้องปรับตัว

พร้อมสนับสนุนไทย

นายหม่า กล่าวต่อว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรคือจุดแข็งของไทย สามารถส่งออกไปสู่ตลาดใหญ่อย่างจีน ยุโรป และทั่วโลก ดังนั้นสิ่งที่ต้องเข้าไปสนับสนุนคือทำอย่างไรให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้บนโลกออนไลน์ เรื่องนี้รัฐบาลต้องวางนโยบายพร้อมพัฒนาอีโคซิสเต็มส์ที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโต

ทั้งนี้ อาลีบาบา พร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทย การมุ่งสู่สังคมปลอดเงินสด พร้อมจะนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และจะเข้ามาลงทุนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ ขอยืนยันว่าไม่คิดจะมาทำเงินในไทย แต่จะเป็นแพลตฟอร์ม อินฟราสตรักเจอร์ เป็นส่วนหนึ่งช่วยพัฒนาอีโคซิสเต็ม เชื่อมโยงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ยกระดับภาคธุรกิจ และผลักดันให้เกิดการเติบโต

“อนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าทั่วโลกรวมถึงเอเชียจะเข้าสู่วิกฤติการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้องมีนโยบายที่เฉพาะออกมารองรับ ส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กได้มีที่ยืน”

นายหม่า เผยว่า ภายใน 12 เดือนจากนี้จะได้เห็นโรดแมพการทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย ขณะเดียวกันจะปรับแผนให้เหมาะสมทุก 6 เดือน สิ่งที่หวังคงไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่แรก แต่จะค่อยๆ ทำให้เกิดขึ้นทีละน้อย เบื้องต้น งานที่จะทำร่วมกันเช่น ยกระดับเอสเอ็มอี เทรนนิ่งผู้ประกอบการรายใหม่ พัฒนาคน เปิดโอกาสให้ไปศึกษาดูงานที่สำนักงานใหญ่อาลีบาบา รวมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลไทย

“ผมมองว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 การสนับสนุนสตาร์ทอัพ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ของรัฐบาลไทยนั้นมาถูกทางแล้ว อาลีบาบายินดีให้การสนับสนุน ช่วยให้ไทยสามารถเสนอเอกลักษณ์สู่สายตาโลก”