โบรกคาดพรุ่งนี้ดัชนีร่วงต่อ 20-25 จุด เหตุปัจจัยกดดันในประเทศ ส่วนต่างประเทศกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย ประเมินแนวรับ1,440 จุด แนวต้าน 1,470 จุด
สำหรับบรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทยวานนี้ (10ต.ค.) ปิดตลาดในแดนลบ โดยดัชนีปิดตัวที่ระดับ 1,457.02 จุด ลดลง 47.32 จุด หรือลดลง 3.15% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 74,142.56 ล้านบาท โดยกลุ่มนักลงทุนสถาบันขายหนักสุด 7,268 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิตามอัก 627.33 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปฉวยจังหวะซื้อ 6,896.83 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติซื้อตาม 998.74 ล้านบาท
นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ร่วงแรงกว่า 3% จากแรงเทขายหนักด้วยความตกใจของนักลงทุน เนื่องจากแรงกดดันเฉพาะตัวในประเทศ นำโดยแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ทุกกลุ่ม ซึ่งยังคงต้องติดตามปัจจัยกดดันดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม TIPs ทั้งตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นไทยในบางช่วงเวลาถึง 70-80%
ส่วนปัจจัยต่างประเทศ Bloomberg concensus ยังคงให้น้ำหนักมากกว่า 60% ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้ ในรอบการประชุมเดือน ธ.ค.
ส่วนโพลล่าสุดหลังจบการแสดงวิสัยทัศน์ ของผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่ 2 คลินตันยังคงมีคะแนนทรัมป์ แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังไม่ตอบรับเท่าใดนัก มีเพียงดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ที่บวกขึ้นมา ซึ่งคาดจะมาจากประเด็นงบไตรมาส 3 ปีนี้มากกว่า
ส่วนบรรยากาศการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (11ต.ค.) เมื่ออิงตามค่าสถิติ วันถัดไปหลังจากวันที่ดัชนีร่วงแรง จะร่วงต่ออีกครึ่งหนึ่ง คือราว 20-25 จุด แต่ท้ายที่สุดแล้ว จะขึ้นอยู่กับประเด็นข่าวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยพื้นฐาน มองว่าภาพรวมงบไตรมาส 3 ปีนี้ ดีกว่าไตรมาส 2 เพียงแต่ปัจจุบันมีปัจจัยเฉพาะในประเทศเป็นตัวกดดันบรรยากาศการลงทุน
สำหรับปัจจัยด้านกลยุทธ์ แนะชะลอการลงทุน จนกว่าประเด็นกดดันดังกล่าวจะมีความชัดเจน จึงจะกลับมาดูปัจจัยพื้นฐานที่คาดว่างบไตรมาส 3 ปีนี้จะดีขึ้น เริ่มจากหุ้นกลุ่มแบงก์ และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากงานประมูลงานของภาครัฐเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,440-1,435 จุด แนวต้าน 1,470-1,475 จุด









