"สมคิด" มองจีดีพีไทยปีนี้โต 3.2-3.5% พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เผยรัฐวางแผนลงทุน 5 ปีข้างหน้ากว่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา SIHO-THAI Business Invesment Forum 2016 ว่า ในปีนี้คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ของไทยจะขยายตัวได้ในช่วง 3.2-3.5% โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อหวังผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าการเติบโตในระยะสั้น ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวและการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีผลโดยตรงต่ออำนาจซื้อในประเทศและการลดความขัดแย้งในสังคม ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เริ่มปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตร ในขณะเดียวกันก็เร่งสร้างความเข้มแข็งกับเศรษฐกิจฐานรากในชนบท โดย 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มงบประมาณกว่าแสนล้านบาทเพื่อการดำเนินนโยบายดังกล่าว ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การแปรรูปผลผลิต การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เข้าถึงแหล่งชนบทในท้องถิ่น
นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวนั้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ด้านการปฏิรูปโครงสร้างภาคการผลิตของประเทศ โดยเน้นการสร้างมูลค่าและนวัตกรรม ให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ ทั้งด้านอาหาร ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ มาตรการส่งเสริมการลงทุนได้ปรับเปลี่ยนให้สิทธิภาษีจูงใจสูงขึ้นกับการลงทุนที่เน้นการใช้เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา รวมถึงมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตภาคเกษตรเป็นพื้นฐาน กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพการแพทย์ กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ที่เน้นเทคโนโลยี เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต การบิน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว ยังเน้นการสร้างระบบ Cluster ที่ประกอบด้วยโรงงานผู้ผลิต ตลอดจน Supply Chain การลงทุนค้นคว้าวิจัยพัฒนา การสร้างและพัฒนา Start up เน้นการร่วมมือระหว่างรัฐและผู้ประกอบการเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ในกรณีของประเทศจีนนั้นความร่วมมือดำเนินไปอย่างคึกคัก ซึ่งผลักดันโดยคณะกรรมการกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจไทยและจีน
ขณะเดียวกันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทั้งถนน มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ มูลค่าการลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้ากว่า 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโครงการต่างๆนี้ทยอยผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.แล้ว และทยอยเรียกประกวดราคาตั้งแต่ไตรมาส 3 และต่อเนื่องถึงปีหน้า โดยยืนยันว่า ในปีหน้าจะเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ซึ่งหลายโครงการจะใช้ระบบให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP ดังนั้นตนจึงอยากเชิญชวนให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาร่วมดำเนินการลงทุน โครงการต่างๆ
นายสมคิด ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยนั้น โดยธรรมชาติของทำเลที่ตั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า คือ ศูนย์กลางแห่งอาเซียนที่แท้จริง แต่ประเทศไทยไม่พอใจเท่านี้ ดังนั้นจึงมุ่งมั่นที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งภูมิภาค สามารถเป็น Gateway หรือ ประตูเปิดเข้าสู่ภูมิภาคและเป็นประตูออกของการขนส่งสินค้าจากภูมิภาคสู่โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม CLMV อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในทศวรรษที่ผ่านมา ยอมรับว่า ไทยอาจโชคไม่ดี เพราะการเมืองในประเทศมีความผันผวน และซ้ำเติมกับภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญกับความถดถอยของเศรษฐกิจโลกที่มีอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาดำรงตำแหน่ง จึงเร่งเดินหน้าปฏิรูปในด้านต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งได้ในระยะยาว
ด้านเศรษฐกิจโลกนั้น ยอมรับว่า เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอยและยังไร้วี่แววแห่งการฟื้นตัว เศรษฐกิจสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยตัวเลขการเติบโตของสหรัฐตลอด 20 ปีที่ผ่านมาถดถอยลงต่อเนื่องจนอยู่ในระดับที่ 1% ดังนั้นในระยะสั้นคงยากที่จะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกันBrexit กำลังทำให้ความเชื่อมั่นต่อ EU สั่นคลอน และซ้ำเติมเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอและเปราะบางอยู่แล้ว









