วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

PTTEP - ขาย

ประเด็นหลักจากโรดโชว์

ประเด็นการลงทุน

เมื่อเร็วๆนี้เราได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของ PTTEP ไปเดินสายโรดโชว์ที่ฮ่องกง ภาพรวมนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดีเรารู้สึกว่ายังไม่ใช่จุดการเข้าไปซื้อหุ้นน้ำมันต้นน้ำ (upstream) เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบและยังคงมีความลังเลต่อความเป็นไปได้ที่กลุ่ม OPEC จะปรับลดระดับการผลิตสำหรับการประชุมในปลายเดือน พ.ย. นี้ นอกเหนือจากแนวโน้มราคาน้ำมัน การเข้าซื้อกิจการของบริษัท (หากประสบความสำเร็จ) ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเชิงบวกให้กับแนวโน้มราคาหุ้นได้ แต่ยังคงต้องรอดูต่อไป โดยมีประเด็นหลักสำคัญต่างๆ ดังนี้

ต้นทุนการผลิต

ประเด็นที่ถูกถามมากที่สุดคือ ต้นทุนการผลิตของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันหรือไม่ PTTEP ระบุว่าต้นทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2559 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น HoH โดยยังคงมีเป้าหมายอยู่ที่ 31 เหรียญสหรัฐต่อ BOE (เทียบกับ 29 เหรียญสหรัฐต่อ BOE ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา) เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงมากขึ้น

สำหรับปี 2560 การลดต้นทุนดูจะมีจำกัดจากระดับในปีนี้อย่างมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 5-10% จากปีนี้ ทั้งนี้เนื่องจาก 1 ใน 3 ของต้นทุนที่ลดลงมา มาจากค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุมที่ลดลง ซึ่งอาจมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหากมีอุปสงค์การให้บริการขุดเจาะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าขุดเจาะของบริษัทอาจปรับตัวขึ้นช้ากว่าเนื่องจากบริษัทได้ทำสัญญาล็อคราคาไว้ 3 ปี นอกจากนี้อีก 2 ใน 3 มาจากการปรับปรุงด้านการดำเนินงาน ซึ่งผู้บริหารเชื่อว่าจะยังคงทรงตัวอยู่ได้

แนวโน้มปริมาณสำรอง

อัตราส่วน R/P ของ PTTEP ที่ต่ำเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุด ผู้บริหารชี้แจงว่าปริมาณสำรองปิโตรเลียมของบริษัทส่วนใหญ่มาจากโครงการก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นกระเปาะก๊าซขนาดเล็ก โดยบริษัทไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลงทุนล่วงหน้าในโครงการดังกล่าวสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการสำรองเพราะจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นโดยใช่เหตุ และรวมถึงกำลังการผลิตที่มีปัญหาคอขวดในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีบริษัทมั่นใจว่าอายุปริมาณสำรองปิโตเลียมในปัจจุบันที่ 5 ปี จะอยู่ในระดับ base-line ต่อไป


ความคืบหน้าของโครงการโมซัมบิก

นักลงทุนยังมีความกังวลต่อความชัดเจนในโครงการโมซัมบิกของบริษัทเนื่องมาจากราคา LNG ที่ต่ำลงทำให้การพัฒนาโครงการ LNG หลายๆ โครงการล่าช้าออกไปแต่ PTTEP ยังคงมั่นใจว่าการตัดสินใจการลงทุนขั้นสุดท้ายน่าเกิดขึ้นภายในครึ่งหลังของปี 2560 โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดและมีข้อได้เปรียบด้านการขนส่ง ในขณะนี้บริษัทได้ทำสัญญากับผู้ซื้อ LNG รวมอยู่ที่ 8 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของกำลังการผลิต ผู้บริหารระบุว่ายังมีอีก 2-3 ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนจะประกาศการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะการเปลี่ยนการลงนามข้อตกลงเบื้องต้นกับผู้ซื้อเป็นสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ, การย้ายที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่อยู่บริเวณโครงการ และความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการ ในเบื้องต้นบริษัทตั้งเป้าหมาย COD ในปี 2565-2566

การประมูลโครงการปิโตรเลียมใหม่และการเข้าซื้อกิจการ

ประเด็นสุดท้ายคือ ความสามารถในการเข้าซื้อกิจการ อย่างไรก็ตาม PTTEP มีมุมมองเชิงบวกในดีล M&A โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมประมูลในการขายสินทรัพย์ยานาดาในประเทศเมียนมาร์ของบริษัทเชฟรอน ซึ่งกำลังอยู่ในส่วนของการดำเนินการ ทั้งนี้บริษัทเป็นผู้ที่ได้สิทธิในการปฏิเสธก่อน (right of first refusal)

อย่างไรก็ตามนักลงทุนค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวกต่อบริษัทเกี่ยวกับการประมูลแหล่งก๊าซบงกช ซึ่งจะประกาศในช่วง ก.ย – ต.ค 2560 ในขณะนี้ พรบ. ปิโตรเลียม อยู่ภายในช่วงการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายปีนี้ ทั้งนี้ PTTEP ยังกล่าวว่าบริษัทยังผู้ที่ได้เปรียบ เนื่องจากหากบริษัทชนะการประมูล ก็จะเริ่มดำเนินการได้ทันที ในขณะที่หากคู่แข่งชนะการประมูลจะต้องรอให้สัมปทานหมดอายุในปี 2563 อย่างไรก็ดี บริษัทกล่าวว่าประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณาในการประมูลคือแนวทางการจัดเก็บผลประโยชน์ของรัฐที่ได้รับจากการประกอบธุรกิจปิโตรเลียมซึ่งยังคงมีความไม่ชัดเจน