‘ทีวีชอปปิง’งัดกลยุทธ์บุกหลากช่องทางขาย

แนวโน้มธุรกิจ‘ทีวีชอปปิง’ในไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากพฤติกรรมซื้อสินค้าหลากหลายช่องทาง ไม่จำกัดเฉพาะการซื้อผ่านหน้าร้าน
ณรงค์ เชาวราษฎร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทช้อป โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจทีวีชอปปิง ช่อง“ช้อป แชนแนล” กล่าวว่ากลยุทธ์การทำตลาดไตรมาสสุดท้ายจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอสินค้ามีความหลากหลาย เพราะปัจจัยอันดับต้นๆของการตัดสินใจซื้อ
ปีนี้ได้นำเข้าสินค้าใหม่เฉลี่ยเดือนละ 120-150 รายการ วางนโยบายนำเสนอสินค้าใหม่ให้ผู้ชมเลือกซื้อทุกสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง 3 อันดับแรกของช้อป แชนแนล คือ อัญมณี รองลงมาคือ เครื่องสำอาง และสินค้าแฟชั่น
“ธุรกิจทีวีชอปปิงต้องเข้าใจพฤติกรรมและความสนใจผู้บริโภคในยุคนี้ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้ขายจึงต้องสรรหาสินค้าให้น่าสนใจมานำเสนอ เพื่อทำให้ผู้ซื้อไม่รู้สึกเบื่อ”
รุกหลากช่องทาง
ปัจจุบันทีวีชอปปิงได้รุกขยายช่องทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่ช่องทางทีวีชอปปิงเพียงอย่างเดียวมากขึ้น เช่น การขยายสู่รูปแบบ Infomercial programs นำเสนอสินค้าและเช่าเวลาช่องทีวีดิจิทัล เป็นต้น เช่นการขยายตลาดของค่ายเกาหลีในไทยผ่านการเช่าและสร้างช่วงเวลาในช่องทีวีดิจิทัล เพื่อสร้างการจดจำในกลุ่มผู้บริโภค ช่วยกระตุ้นการสั่งซื้อสินค้าจากทีวีชอปปิงโดยรวมมากขึ้น
นอกจากตัวสินค้าใหม่แล้ว การรักษาฐานลูกค้าเดิมและทำให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อซ้ำเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจทีวีชอปปิง โดยภาพรวมตลาดปีนี้ คาดเติบโต 20% มีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับภาพรวมธุรกิจช่วง 8 เดือนแรกของบริษัทยังเติบโต แต่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในระดับ 20% เนื่องจากไตรมาสแรกได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่าย แต่ไตรมาส 2-3 เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติเนื่องจากมีสัญญาณบวกการฟื้นตัว
“ไตรมาสสุดท้ายหากไม่มีปัจจัยอื่นๆเข้ามากดดัน คาดว่าภาพรวมธุรกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น เพราะเป็นช่วงเทศกาลจับจ่าย”
ทั้งนี้ คาดว่ารายได้รวมของบริษัทปีนี้จะเติบโตใกล้เคียงภาพรวมตลาดที่ราว 20% โดยใช้จุดแข็งการดำเนินรายการสดมากกว่าผู้เล่นอื่นในตลาด ปีหน้ามีแผนลงทุน 100-200 ล้านบาท เพิ่มสตูดิโอและอุปกรณ์การถ่ายทำ ปัจจุบันลูกค้า“ช้อป แชนแนล”เป็นกลุ่มที่แอคทีฟราว 5 หมื่นราย ในจำนวนนี้มีลูกค้าประจำที่ซื้อสินค้าซ้ำในช่วง 3- 6 เดือน ราว 3 หมื่นราย
‘ทีวีไดเร็ค’บุกช่องทางค้าปลีก
พิทักษ์ นิพรรัมย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ากลยุทธ์ธุรกิจทีวีชอปปิงจะเน้นขยายช่องทางค้าปลีกผ่าน “ทีวีไดเร็ค โชว์เคส"อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการลูกค้า จากช่องทางทีวีและออนไลน์ ที่ต้องการดูสินค้าจริงประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ทั้งยังช่วยให้ลูกค้ามั่นใจการประกันสินค้าที่จำหน่ายเพิ่มขึ้น
“มองหน้าร้านทีวีไดเร็ค โชว์เคส ยังเป็นช่องทางสำคัญ แม้ว่าเทรนด์อีคอมเมิร์ซจะเติบโตมากขึ้น แต่ก็ยังมีลูกค้าจำนวนมากต้องการชมสินค้าจริงก่อนจ่ายเงินซื้อ"
ล่าสุดได้เปิดตัวทีวีไดเร็ค โชว์เคส สาขาที่ 73 ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง และมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาช่วงปลายปีนี้ จากแผนการขยายสาขาปีนี้รวม 4-5 สาขา ใช้งบลงทุน สาขาละ 3 ล้านบาท คาดปีนี้เปิดครบ 74 สาขา แบ่งเป็นสาขาต่างจังหวัดสัดส่วน 70% และกรุงเทพฯ 30%
การทำตลาดผ่านร้านโชว์เคสจะผสมผสานกลยุทธ์ “O to O” (Online to Offline) เชื่อมโยงลูกค้าผ่านทั้ง 2 ช่องทาง โดยใช้ออนไลน์นำเสนอสินค้าและออฟไลน์เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าและทดลองใช้ พบว่ายอดบิลเฉลี่ยของลูกค้าทั้งช่องทางร้านค้าและทีวีเท่ากันอยู่ที่ 2,200 บาทต่อบิล ถือว่าสูงกว่าการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มสินค้าที่มียอดขายสูงสุด คือเครื่องออกกำลังกาย เครื่องครัว และเครื่องใช้ภายในบ้าน
‘ทรูซีเล็คท์’รุกออนไลน์
องอาจ ประภากมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรูจีเอส จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจทีวีชอปปิงช่อง“ทรูซีเล็คท์” กล่าวว่าได้เพิ่มช่องทางออกอากาศรายการร่วมกับพันธมิตรผู้ให้บริการเคเบิลท้องถิ่น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมพื้นที่ที่บริษัทยังไม่เข้าไปทำตลาด เพื่อนำเสนอสินค้าแตกต่างกันในช่องทางต่างๆ เช่น นำเสนอสินค้าแบรนด์เนมในช่องทรูซีเล็คท์ ผ่านแพลตฟอร์มเพย์ทีวี“ทรูวิชั่นส์” ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง
พร้อมกันนี้ได้เพิ่มช่องทางสื่อสารและออกอากาศรายการแนะนำสินค้าโดยร่วมมือกับพันธมิตรกล่องรับสัญญาณดาวเทียมต่างๆ รวมทั้งช่องทีวีดิจิทัล ปัจจุบันมีช่วงเวลารายการในช่องต่างๆ เช่น ไทยรัฐทีวี เนชั่นทีวี ทรูโฟร์ยู
นอกจากนี้ได้ปรับปรุงและพัฒนาการนำเสนอสินค้าในช่องทางออนไลน์ ผ่านฟีเจอร์ใหม่ เช่น แนะนำไฮไลท์สินค้า คลิปวีดีโอแนะนำสินค้าเพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้ให้บริการจำหน่ายสินค้ารายอื่นๆในช่องทางดังกล่าว โดยตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ จากสัดส่วนไม่เกิน 10% เพิ่มเป็น 30% ภายใน 2 ปีข้างหน้า
ปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 1,300 ล้านบาท เติบโต 20% ปีหน้าคาดขยายตัวต่อเนื่องมีรายได้กว่า 1,500 ล้านบาท







