วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธนินท์' เชียร์ 'ไทยแลนด์4.0'

"ธนินท์" หนุนนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0" ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ "เครือซีพี" พร้อมใช้หลัก "3 ประโยชน์" ขยายธุรกิจทั่วโลก

วานนี้ (7 ต.ค.) งานสัมมนา “The Nikkei Asia 300 Global Business Forum” เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 140 ปี โดยมีนักธุรกิจชั้นนำของเอเชียโชว์วิสัยทัศน์ด้านการค้าการลงทุน ซึ่งในปีนี้มุ่งไปที่แนวโน้มการลงทุนในระดับโลก

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)กล่าวในหัวข้อ “พันธมิตรระดับโลกในยุคโลกานิยม” ว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะไทย ที่เป็นศูนย์กลางรายล้อมด้วยประเทศจีน อินเดีย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นพื้นที่ที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาดีขึ้น และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” และกำลังปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ และสิทธิประโยชน์ เพื่อสร้างโอกาสรองรับการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ทั้งการลงทุนธุรกิจไบโอเทคโนโลยี หุ่นยนต์ ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากทำได้จะส่งเสริมให้ไทยเป็นเป้าหมายของนักลงทุนในอาเซียน

“ผู้ประกอบการ จะต้องปรับตัวและปรับธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น การปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้า และ ยานยนต์ไร้คนขับ การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งธุรกิจบริการจะได้ประโยชน์ และในทศวรรษที่ 21 มนุษย์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า โดยมนุษย์จะมีสุขภาพดี อายุยืนถึง 200 ปี”

เครือซีพียึดหลัก3ประโยชน์

นายธนินท์ กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีนโยบายลงทุนผลิตอาหารทั่วโลก ซึ่งจะเน้นอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขอนามัย โดยจะยึดหลัก 3 ประโยชน์ คือ เกิดประโยชน์กับประเทศที่ลงทุน เกิดประโยชน์กับประเทศที่ไปลงทุน และเกิดประโยชน์กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งหมายถึงประเทศไทยได้ประโยชน์ด้วย

ทั้งนี้ ได้ปรับแนวทางการผลิตสู่การสร้างโรงงานไร้แรงงานมนุษย์ เช่นในสหภาพยุโรป ได้ใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีใหม่มาควบคุมการผลิตแทน ซึ่งการเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศจะเน้นการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในกระบวนการผลิตเข้าไปสนับสนุน พร้อมค้นคว้าวิจัยไบโอเทคโนโลยี มาผลิตสินค้าเกษตรกึ่งอาหารให้มีประสิทธิภาพ และคุณภาพ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารในอนาคต แต่เป็นห่วงว่า อาจจะเกิดภาวะเงินฝืดแทน เนื่องจากปริมาณการผลิตอาหารจะล้นโลก

จับมือญี่ปุ่นผลิตอาหารผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้จับมือเป็นพันธมิตร กับบริษัท อิโตชู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทการค้ายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ผลิตอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ป้อนให้กับสถาบันรับดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่จะไม่ลงทุนเกี่ยวกับการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและอุปกรณ์ต่างๆ เนื่องจากญี่ปุ่นความเชี่ยวชาญและใช้หุ่นยนต์เข้ามาดูแลผู้สูงอายุได้ดีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้นำ โดยได้สร้างศูนย์ฝึกอบรมผู้นำ โดยคัดผู้บริหารจากกลุ่มงานต่างๆ มาอบรมจากพนักงานทั้งหมด 300,000 คนเพื่อสร้างคนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และมีการกระจายอำนาจในกลุ่มผู้บริหาร โดยประยุกต์ความรู้จากอาจารย์ของแจ็ค เวลซ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเจนเนอรัล อิเลคทริค หรือ จีอี มาใช้ให้เหมาะสมกับเอเชีย เพราะพนักงานคือมันสมองของธุรกิจ โดยพนักงานที่ดีต้องมีความสามารถและคุณธรรม

ชี้สหรัฐฟื้นตัวเร็ว ตามด้วยญี่ปุ่น-จีน

ส่วนทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด เนื่องจากสหรัฐฯมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า มีกฎหมายที่คล่องตัวได้เปรียบประเทศอื่นๆ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นจะฟื้นตัวเป็นประเทศที่สอง และมีโอกาสแซงหน้าสหรัฐฯ และขยับขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกได้ หากญี่ปุ่นกล้าเสี่ยงทางธุรกิจมากขึ้น

ส่วนจีนจะฟื้นตัวเป็นประเทศที่สาม เพราะสถานการณ์การเมืองนิ่งมีความต่อเนื่องของนโยบายและเศรษฐกิจมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก โดยรัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้เอกชนจีนกู้เงินเพื่อลงทุนธุรกิจ เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลจีนร้อยละ 60 มาจากเอกชน และอีกร้อยละ 40 มาจากรัฐวิสาหกิจ และในจีนเต็มไปด้วยธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ

“การพัฒนาเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียน เป็นโอกาสสำหรับประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่มีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี จึงมีความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนใน 10 ประเทศอาเซียน แต่ญี่ปุ่นต้องไปเซฟตี้ตัวเองจนเกินไป ต้องกล้าที่จะเสี่ยง โดยไม่ต้องกลัวล้มละลาย” นายธนินท์ กล่าว

บริษัทเอเชียพร้อมลงทุนนอกภูมิภาค

ขณะที่การเสวนาในหัวข้อ “ภายนอกภูมิภาคเอเชีย:ความท้าทายในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ” นายนาตาราจัน จันทาซิครัน ประธานกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทาทา คอนซัลแทนซี่ เซอร์วิสเซส ดำเนินธุรกิจไอทีประเทศอินเดีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ดิจิทัลกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงของโลก การพัฒนาซอฟต์แวร์จึงมีความสำคัญ

ดังนั้นกลยุทธ์ของบริษัทฯจะเน้นการสร้างบุคลากรที่ชาญฉลาด เพื่อคิดค้นรูปแบบการลงทุนที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และเน้นการสร้างอินเทอร์เน็ตออฟติงเชื่อมโยงฐานข้อมูลการสื่อสารระหว่างเครื่องจักร กับเครื่องจักร และเครื่องจักรกับมนุษย์ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลถูกต้องแบบเรียลไทม์ พร้อมเข้าถึงธุรกิจท้องถิ่น เพื่อให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อลูกค้า รวมถึงให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ รองรับโอกาสในอนาคต

“การเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องให้ความสำคัญและยอมรับกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ”

ด้านนายชาง เวนโบ ประธานกรรมการ บริษัท ซานี่ เฮฟวี่ กรุ๊ป ผู้ผลิตเครื่องจักรกล ประเทศจีน กล่าวว่า บริษัทฯถือกลยุทธ์การจะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจประเทศใด ต้องพัฒนาธุรกิจให้ดี ก่อนจะย้ายฐานไปประเทศอื่น และยังมองหาโอกาสในการเข้าซื้อกิจการจากประเทศอื่น โดยจะเป็นการเข้าไปทำงานในลักษณะพันธมิตร เช่นเดียวกับที่เข้าซื้อกิจการในประเทศเยอรมัน ที่รักษากรรมการของบริษัททีม ทำให้ธุรกิจยังเติบโตได้ดี

อย่างไรก็ตาม บริษัท ยังเน้นทำตลาดในประเทศจีนเป็นหลัก แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่ในอนาคตยังมีโอกาสขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโต และจีนตลาดใหญ่มีฐานลูกค้าถึง 1.4 พันล้านคน

นายโทนี่ ลู ประธานกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไจแอนท์ โกลบอล กรุ๊ป ผู้ผลิตจักรยานคุณภาพสูง ประเทศไต้หวัน กล่าวว่า บริษัทฯให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้า คือ จักรยานคุณภาพสูง และส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาใช้จักรยานมากขึ้น แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องการใช้ประโยชน์จากจักรยานของผู้บริโภคที่ยังไม่คุ้มค่า จึงต้องมุ่งเน้นงานวิจัยพัฒนาการค้าปลีก เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของจักรยานที่เป็นมากกว่าพาหนะขนส่ง เพราะมองว่าความต้องการใช้จักรยานในอนาคตจะเติบโตเพิ่มขึ้น