"ธนินท์" หนุนนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0" ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ "เครือซีพี" พร้อมใช้หลัก "3 ประโยชน์" ขยายธุรกิจทั่วโลก
วานนี้ (7 ต.ค.) งานสัมมนา “The Nikkei Asia 300 Global Business Forum” เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 140 ปี โดยมีนักธุรกิจชั้นนำของเอเชียโชว์วิสัยทัศน์ด้านการค้าการลงทุน ซึ่งในปีนี้มุ่งไปที่แนวโน้มการลงทุนในระดับโลก
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)กล่าวในหัวข้อ “พันธมิตรระดับโลกในยุคโลกานิยม” ว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะไทย ที่เป็นศูนย์กลางรายล้อมด้วยประเทศจีน อินเดีย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นพื้นที่ที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาดีขึ้น และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” และกำลังปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ และสิทธิประโยชน์ เพื่อสร้างโอกาสรองรับการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ทั้งการลงทุนธุรกิจไบโอเทคโนโลยี หุ่นยนต์ ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากทำได้จะส่งเสริมให้ไทยเป็นเป้าหมายของนักลงทุนในอาเซียน
“ผู้ประกอบการ จะต้องปรับตัวและปรับธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น การปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้า และ ยานยนต์ไร้คนขับ การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งธุรกิจบริการจะได้ประโยชน์ และในทศวรรษที่ 21 มนุษย์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า โดยมนุษย์จะมีสุขภาพดี อายุยืนถึง 200 ปี”
เครือซีพียึดหลัก3ประโยชน์
นายธนินท์ กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีนโยบายลงทุนผลิตอาหารทั่วโลก ซึ่งจะเน้นอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขอนามัย โดยจะยึดหลัก 3 ประโยชน์ คือ เกิดประโยชน์กับประเทศที่ลงทุน เกิดประโยชน์กับประเทศที่ไปลงทุน และเกิดประโยชน์กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งหมายถึงประเทศไทยได้ประโยชน์ด้วย
ทั้งนี้ ได้ปรับแนวทางการผลิตสู่การสร้างโรงงานไร้แรงงานมนุษย์ เช่นในสหภาพยุโรป ได้ใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีใหม่มาควบคุมการผลิตแทน ซึ่งการเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศจะเน้นการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในกระบวนการผลิตเข้าไปสนับสนุน พร้อมค้นคว้าวิจัยไบโอเทคโนโลยี มาผลิตสินค้าเกษตรกึ่งอาหารให้มีประสิทธิภาพ และคุณภาพ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารในอนาคต แต่เป็นห่วงว่า อาจจะเกิดภาวะเงินฝืดแทน เนื่องจากปริมาณการผลิตอาหารจะล้นโลก
จับมือญี่ปุ่นผลิตอาหารผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้จับมือเป็นพันธมิตร กับบริษัท อิโตชู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทการค้ายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ผลิตอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ป้อนให้กับสถาบันรับดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่จะไม่ลงทุนเกี่ยวกับการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและอุปกรณ์ต่างๆ เนื่องจากญี่ปุ่นความเชี่ยวชาญและใช้หุ่นยนต์เข้ามาดูแลผู้สูงอายุได้ดีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้นำ โดยได้สร้างศูนย์ฝึกอบรมผู้นำ โดยคัดผู้บริหารจากกลุ่มงานต่างๆ มาอบรมจากพนักงานทั้งหมด 300,000 คนเพื่อสร้างคนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และมีการกระจายอำนาจในกลุ่มผู้บริหาร โดยประยุกต์ความรู้จากอาจารย์ของแจ็ค เวลซ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเจนเนอรัล อิเลคทริค หรือ จีอี มาใช้ให้เหมาะสมกับเอเชีย เพราะพนักงานคือมันสมองของธุรกิจ โดยพนักงานที่ดีต้องมีความสามารถและคุณธรรม
ชี้สหรัฐฟื้นตัวเร็ว ตามด้วยญี่ปุ่น-จีน
ส่วนทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด เนื่องจากสหรัฐฯมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า มีกฎหมายที่คล่องตัวได้เปรียบประเทศอื่นๆ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นจะฟื้นตัวเป็นประเทศที่สอง และมีโอกาสแซงหน้าสหรัฐฯ และขยับขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกได้ หากญี่ปุ่นกล้าเสี่ยงทางธุรกิจมากขึ้น
ส่วนจีนจะฟื้นตัวเป็นประเทศที่สาม เพราะสถานการณ์การเมืองนิ่งมีความต่อเนื่องของนโยบายและเศรษฐกิจมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก โดยรัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้เอกชนจีนกู้เงินเพื่อลงทุนธุรกิจ เนื่องจากรายได้ของรัฐบาลจีนร้อยละ 60 มาจากเอกชน และอีกร้อยละ 40 มาจากรัฐวิสาหกิจ และในจีนเต็มไปด้วยธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ
“การพัฒนาเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียน เป็นโอกาสสำหรับประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่มีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี จึงมีความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนใน 10 ประเทศอาเซียน แต่ญี่ปุ่นต้องไปเซฟตี้ตัวเองจนเกินไป ต้องกล้าที่จะเสี่ยง โดยไม่ต้องกลัวล้มละลาย” นายธนินท์ กล่าว
บริษัทเอเชียพร้อมลงทุนนอกภูมิภาค
ขณะที่การเสวนาในหัวข้อ “ภายนอกภูมิภาคเอเชีย:ความท้าทายในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ” นายนาตาราจัน จันทาซิครัน ประธานกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทาทา คอนซัลแทนซี่ เซอร์วิสเซส ดำเนินธุรกิจไอทีประเทศอินเดีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ดิจิทัลกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงของโลก การพัฒนาซอฟต์แวร์จึงมีความสำคัญ
ดังนั้นกลยุทธ์ของบริษัทฯจะเน้นการสร้างบุคลากรที่ชาญฉลาด เพื่อคิดค้นรูปแบบการลงทุนที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และเน้นการสร้างอินเทอร์เน็ตออฟติงเชื่อมโยงฐานข้อมูลการสื่อสารระหว่างเครื่องจักร กับเครื่องจักร และเครื่องจักรกับมนุษย์ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลถูกต้องแบบเรียลไทม์ พร้อมเข้าถึงธุรกิจท้องถิ่น เพื่อให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อลูกค้า รวมถึงให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ รองรับโอกาสในอนาคต
“การเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องให้ความสำคัญและยอมรับกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ”
ด้านนายชาง เวนโบ ประธานกรรมการ บริษัท ซานี่ เฮฟวี่ กรุ๊ป ผู้ผลิตเครื่องจักรกล ประเทศจีน กล่าวว่า บริษัทฯถือกลยุทธ์การจะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจประเทศใด ต้องพัฒนาธุรกิจให้ดี ก่อนจะย้ายฐานไปประเทศอื่น และยังมองหาโอกาสในการเข้าซื้อกิจการจากประเทศอื่น โดยจะเป็นการเข้าไปทำงานในลักษณะพันธมิตร เช่นเดียวกับที่เข้าซื้อกิจการในประเทศเยอรมัน ที่รักษากรรมการของบริษัททีม ทำให้ธุรกิจยังเติบโตได้ดี
อย่างไรก็ตาม บริษัท ยังเน้นทำตลาดในประเทศจีนเป็นหลัก แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่ในอนาคตยังมีโอกาสขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโต และจีนตลาดใหญ่มีฐานลูกค้าถึง 1.4 พันล้านคน
นายโทนี่ ลู ประธานกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไจแอนท์ โกลบอล กรุ๊ป ผู้ผลิตจักรยานคุณภาพสูง ประเทศไต้หวัน กล่าวว่า บริษัทฯให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้า คือ จักรยานคุณภาพสูง และส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาใช้จักรยานมากขึ้น แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องการใช้ประโยชน์จากจักรยานของผู้บริโภคที่ยังไม่คุ้มค่า จึงต้องมุ่งเน้นงานวิจัยพัฒนาการค้าปลีก เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของจักรยานที่เป็นมากกว่าพาหนะขนส่ง เพราะมองว่าความต้องการใช้จักรยานในอนาคตจะเติบโตเพิ่มขึ้น









