"วิน อุดมรัชตวนิชย์" ตั้งเป้าหมายผลักดัน "บล.เคทีบีเอสที" ขึ้นแท่นโบรกเกอร์ครบวงจร และเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นใน 5 ปี
หลังจากผันตัวจากผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มานั่งเป็น ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ภาพของการทำธุรกิจก็กว้างขึ้น วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST มองว่า บลจ.เป็นธุรกิจบริหารเงินทุน แต่ธุรกิจบล.เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารเงินแต่ทำได้หลากหลายมากกว่า ทั้งธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาทางการเงินเงิน ผู้บริหารเงินทุน อยู่ในไลเซนส์ของบล มีควมคล้ายคลึงบลจ แต่มีขอบเขตงานที่กว้างขึ้น ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการให้บริการที่มากขึ้น
“จากคนที่เคยอยู่ในธุรกิจบลจ.มาจะภาพของธุรกิจบล.ที่กว้างมากขึ้น ส่วนตัวมองว่า สำหรับเมืองไทยคนเข้าใจว่า บล.เป็นเพียงนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งมันแคบมาก ทั้งที่ขอบเขตของบล.กว้างกว่าที่ปัจจุบันทำกันอยู่มาก บล.ไม่ได้เป็นแค่นายหน้าซื้อขายหุ้นเท่านั้น”
ซึ่งธุรกิจบล.ในไทยคนจะโฟกัสแค่นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ คือหุ้นสามัญ แต่แท้จริงแล้วคือ มีบริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างตราสารหนี้ หรือ นายหน้าซื้อขายหลักทัรพย์ของกองทุนรวมได้ ซึ่งสิ่งที่เข้ามาทำคือขยายงานเพิ่มขึ้น ทั้งกองทุนและตราสารหนี้
ในด้านการบริหารเงินทุน ธุรกิจบล.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีธุรกิจการบริหารเงินทุนส่วนบุคคล จึงได้เริ่มขยายธุรกิจดังกล่าว รวมถึงบริการธุรกิจด้านไพรเวทฟันด์เพื่อกระจายฐานลูกค้ามากขึ้น และธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน อาทิ การนำบริษัทเข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทุนมากขึ้น เราต้องการใช้ความกว้างของธุรกิจบล.ให้เป็นประโยชน์
ทั้งนี้ธุรกิจ บล.ของไทยปัจจุบัน ทุกที่เน้นการให้บริการหุ้นอย่างเดียว ซึ่งมันแคบกว่าความสามารถที่ทำได้ และในแง่นักลงทุนก็โฟกัสนักลงทุนรายใหญ่แบบเดียวกัน ทั้งที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งทำให้เหมือนกับว่า บล.เป็นเหมือนธุรกิจที่ตายแล้ว
ภาพของอุตสาหกรรม ส่วนตัวมองว่า ผู้เล่นธุรกิจบล.มีจำนวนมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีเอกลักษณ์จะช่วยให้เกิดการอยู่รอด ทั้ง 1. การบริการที่ดี 2. การมีประสิทธิภาพของการให้บริการ และ 3. ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ที่จะให้บริการได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่า บริษัทเราจะอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขัน
ซึ่งที่ผ่านมาหลังจากบริหารบล.เคทีบีเอสที 3 เดือน มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน จากเดิมที่มีรายได้จากนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มากกว่า 80 % ได้ปรับลดลงเหลือ 60 % และเพิ่มรายได้จากรายได้ไพรเวทฟันด์ โดยมีมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท และการเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุนและการเป็นผู้แนะนำตราสารหนี้ ออกเฉลี่ย 1,000 ล้านบาทต่อเดือน และจะพัฒนาโปรแกรมเทรดดิ้ง เปิดการลงทุนต่างประเทศ
ซึ่งทุกอย่างที่ทำมาถือว่าเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ทำให้บริษัทพลิกจากปีที่แล้วขาดทุนเกือบ 40 ล้านบาท แต่ผ่านมา 8 เดือนเริ่มมีกำไร เป็นสัญญาณที่ดี ต้องขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจทำงาน
ทั้งนี้จำนวนบัญชีที่เคลื่อนไหวเป็นประจำ 1 หมื่นบัญชี จากบัญชีทั้งหมดกว่า 4 หมื่นบัญชี แต่บล.ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายจะขยายบัญชีให้มากขึ้น แต่ต้องการลูกค้าที่มีคุณภาพ ต้องการลูกค้าที่ซื้อขายหุ้นจริงๆ และยินดีจะจ่ายค่าคอมมิชชั่นสูง ซึ่งได้พัฒนาบทวิเคราะห์เพื่อเป็นจุดดึงดูดลูกค้า ซึ่งปัจจุบัน เคทีบีเอสที เป็นโบรกเกอร์ที่เผยแพร่บทวิเคราะห์มากที่สุดในอุตสาหกรรม
ฐานลูกค้าของบริษัทนั้น จะอยู่ที่ระดับกลาง ที่มีพอร์ตลงทุน 5 แสนบาทถึง 20 ล้านบาท ซึ่งมารเก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากรายใหญ่เลย เน้นเจาะลูกค้าที่จะเติบโตไปกับบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าเริ่มรู้จัก บล.เคทีบีเอสที มากขึ้น ค่าคอมมิชชั่นมีทิศทางที่สูงขึ้นจากธุรกิจบริหารจัดการเงินทุน รวมถึงการบริหารเงินส่วนอื่น และการขยายฐานนักลงทุนสถาบันที่เริ่มให้บริการมาระยะหนึ่ง ในอนาคตคาดว่าจะอยู่ประมาณ 20 -30 % มาช่วยสร้างมูลค่าการซื้อขาย ทำให้อันดับการซื้อขายขยับขึ้นจากอันดับที่ 31 มาอยู่ที่ 22 ขณะที่มาเก็ตแชร์เพิ่มจาก 1 % มาอยู่ที่ 1.6 -2 %
หากสามารถขับเคลื่อนโปรแกรมเทรดได้ตามเป้าหมาย จะช่วยดึงค่าคอมมิชชั่นให้เพิ่มขึ้นได้ โดยโปรแกรมเทรดคาดว่าจะเริ่มต้นได้ในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งแผนปีหน้าก็จะขยับได้เร็วขึ้นกว่าที่คาด มีเวลาสำหรับวางแผนการตลาดให้มากขึ้น
ในด้านวาณิชธนกิจยังเป็นภาพที่กว้าง ตอนนี้ยังถูกลงโทษจากทางก.ล.ต.อยู่ทำให้คาดว่า จะสามารถนำบริษัทเข้าระดมทุนได้ในปลายปี 2562 โดยมีลูกค้าทั้งหมดประมาณ 5 ราย ซึ่งลูกค้าก็เข้าใจกับบริษัทและพร้อมที่จะรอ ซึ่งธุรกิจด้านวาณิชธนกิจ จะต้องหันไปเน้นให้ที่ปรึกษาหาแหล่งเงินทุนตราสารหนี้ รวมถึงที่ปรึกษาทางการเงินบริษัทขนาดกลางที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่เยอะมาก ถือเป็นโอกาสของเรา
ภาพใน 3-5 ปีข้างหน้าเชื่อว่า รายได้ค่าคอมมิชชั่นจะเหลือ 40 -50% บริหารเงินทุนส่วนบุคคล อยู่ที่ 20% วาณิชธนกิจ 20% และธุรกิจอื่นๆ 20% ส่วนในแง่กำไรนั้นจะมีการพลิกในอีกด้านหนึ่ง โดยกำไรจะมาจาก ธุรกิจบริหารเงินทุน และวาณิชธนกิจ เป็นหลัก มีสัดส่วนกำไรสูง ส่วนค้าขายหลักทรัพย์อาจจะเหลือประมาณแค่ 20-30% เท่านั้น ยิ่งกระจายรายได้เยอะสัดส่วนกำไรจะไม่เหวี่ยงตัว
นอกจากนี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้าเราต้องการให้ลูกค้า รู้จักเราในมาตรฐานการบริการ และที่ปรึกษาการเงินที่มีศักยภาพ ซึ่งเราทำได้จริง เราต้องการส่วนแบ่งทางการตลาดติดหนึ่งใน 20 อันดับแรก ใน 3 ปี และอยากให้มีกำไรอย่างยั่งยืน เพิ่มจำนวนที่เคลื่อนไหวเป็นประจำระดับ 2 หมื่นบัญชี จากลูกค้าระดับกลาง ซึ่งแผน 3-5 ปีจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย






