ลดพอร์ตลงบางส่วนบริเวณแนวต้าน เก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ เก็งกำไรหุ้นกลุ่มน้ำมัน
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ปรับขึ้นเล็กน้อย
ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย ตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ที่ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยปัจจัยสนับสนุนการเก็งกำไร มาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศวานนี้ ได้แก่ ISM non-manufacturing index เดือน ก.ย. 2559 อยู่ที่ 57.1 มากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 52.9 และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 51.4 บ่งชี้ว่าภาคบริการและภาคธุรกิจของสหรัฐมีความแข็งแกร่ง ซึ่งหากตัวเลข Nonfarm Payrolls ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ ออกมาดีเช่นกัน จะเป็นการสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ในเดือน ธ.ค. 2559 มากขึ้น
แนวรับ/แนวต้าน : 1495/1520 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 70% : พอร์ตหุ้น 30%
กลยุทธ์ : ลดพอร์ตลงบางส่วนบริเวณแนวต้าน เก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ เก็งกำไรหุ้นกลุ่มน้ำมัน
หุ้นแนะนำ
CPF (37.00) : คาดผลประกอบการจะสูงที่สุดในช่วง 3Q59 เนื่องจาก 1) ราคาไก่ที่อยู่ในระดับสูงจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากการนำเข้าไก่จากญี่ปุ่น และผลกระทบของการห้ามนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์จากสหรัฐตั้งแต่ต้นปี 2558 จากโรคระบาดไข้หวัดนก 2) ธุรกิจกุ้งที่เริ่มฟื้นตัว และ 3) ต้นทุนอาหารสัตว์ที่อยู่ในระดับต่ำ
PTT (405) : คาดได้รับผลประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการที่โอเปกบรรลุข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมัน ประกอบกับภาพรวมธุรกิจก๊าซที่คาดว่าจะดีขึ้นในช่วง 2H59 นอกจากนี้เราคาดว่า PTT จะได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงสิ้นปี 59 นี้
BCH (14.00) : คาดกำไร 3Q59 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy จากช่วง high season และการรับรู้รายได้ประกันสังคมที่เลื่อนมาจากช่วง 2Q59 ทั้งนี้เราคาดกำไรปี 59 นี้ จะเติบโตก้าวกระโดดจาก การฟื้นตัวอย่างมากของ รพ. WMC การเติบโตของ รพ.ในเครือทั้งจำนวนผู้ป่วยนอกและใน การขึ้นค่ารักษาพยาบาล และจำนวนผู้ป่วยประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น
TPCH (24.56) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น จากโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 (TSG) คาดว่าจะ COD ได้ในช่วง 3Q59 และโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง (PGP และ SGP) จะทยอย COD ในช่วงต้นปี 60 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) การเปลี่ยนระบบการรับซื้อราคาของโรงไฟฟ้าแห่งที่ 1 (CRB) จาก Adder เป็น Fit 2) โรงไฟฟ้าที่ปัตตานีซึ่งอยู่ระหว่างการขอ PPA 3) การประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้และรอบใหม่ๆ และ 4) การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างประเทศ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ ธนาคารโลกปรับเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 3% จากเดิมคาดไว้แค่ 2.5% จับตาการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนจากภาครัฐในครึ่งปีหลัง มองความเสี่ยงมาจากเศรษฐกิจจีนชะลอ กระทบการค้า-เงินทุนมาไทย ขณะที่การเมืองเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่น่าห่วง (ไทยรัฐ)
+ ทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยใหม่ด้วยการขอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ประกาศ Hair Cut ตัดหนี้สะสมของเกษตรกรไทยทั้งประเทศแล้วให้แยกเป็น Bad Bank-Good Bank จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเกษตรกรรมของประเทศ เช่นเดียวกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังมา(ไทยรัฐ)
+ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก หรือ EEC ซึ่งประกอบด้วย 3 จังหวัด คือฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง โดยโครงการนี้จะเป็นการลงทุนอย่างบูรณาการที่มีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท (ทันหุ้น)
- ตลท.เดินหน้าพัฒนา Platform และระบบไอที ตอบสนองแนวคิด "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการนำธุรกิจ Start Up เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นพร้อมส่งเรื่องต่อให้ ก.ล.ต.อนุมัติแผนงาน ด้าน "สันติ กีระนันท์" ระบุเห็นความชัดเจนช่วงกลางไตรมาส 4/2559 ก่อนเริ่มเห็น Start Up เข้ามาระดมทุนอีก 2.3 ปีข้างหน้า(ทันหุ้น)
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันพุธ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่ราคาน้ำมันทะยานขึ้น และหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นจากแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกิจกรรมในภาคบริการของสหรัฐแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือนในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นสัญญาณบวกของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อาจกระตุ้นให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 112.58 จุดหรือ 0.62% สู่ 18,281.03, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 9.24 จุดหรือ 0.43% สู่ 2,159.73 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 26.36 จุดหรือ 0.50% สู่ 5,316.02
+ ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงในวันพุธ โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจจะชะลออัตราการเข้าซื้อพันธบัตร ก่อนที่โครงการเข้าซื้อสินทรัพย์จะสิ้นสุดลง โดยความกังวลนี้กดดันหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ให้ดิ่งลงอย่าง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนพุ่งขึ้น ซึ่งส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภคของยุโรป เพราะว่าบริษัทสองกลุ่มนี้มักจะมีหนี้สินสูง ดังนั้นบริษัทสองกลุ่มนี้จึงได้รับความเสียหายจากต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งขึ้น ดัชนี DAX ของตลาดหุ้นเยอรมนีปิดร่วงลง 33.83 จุด หรือ 0.32 % สู่ 10,585.78 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 10,486.63-10,622.44
+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวขึ้นมาที่ระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ครึ่งในวันนี้จากเยนที่อ่อนค่าลง ขณะที่หุ้นฮิตาชิพุ่งขึ้น หลังรายงานของหนังสือพิมพ์นิกเกอิระบุว่า บริษัทมีแผนที่จะขายฮิตาชิ โคกิ และหุ้นส่วนหนึ่งในฮิตาชิ โคกุไซ อิเลคทริคคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านเยน (971.44 ล้านดอลลาร์) ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 83.59 จุดหรือ 0.50% ที่ 16,819.24 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 2.3 % ในวันพุธ หลังจากสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน และราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากความหวังที่ว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะตกลงกันเรื่องการปรับลดการผลิตในเดือนหน้า ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.พุ่งขึ้น 1.14 ดอลลาร์ หรือ 2.3 % มาปิดตลาดที่ 49.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 49.10-49.97 ดอลลาร์ โดยจุดสูงสุดของวันพุธถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันสหรัฐประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. โดยระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบดิ่งลง 3.0 ล้านบาร์เรล สู่ 499.7 ล้านบาร์เรล







