วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกมที่รอชนะ ‘DOONEE’

คนที่คิดยอมแพ้ทำสตาร์ทอัพไม่ได้ ทุกปัญหาย่อมมีทางออก

หากจะลงเล่นเกมใด ต้องทำความเข้าใจกฎกติกาและธรรมชาติของเกมนั้นๆ ให้ถ่องแท้ พร้อมกับตระเตรียมอาวุธครบมือเพื่อพาตัวเองให้รอดจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

เกมในธุรกิจผู้ให้บริการคอนเทนท์ออนไลน์แบบถูกลิขสิทธิ์ก็เป็นอีกธุรกิจที่ท้าทายอย่างมากในไทย เพราะไม่เพียงการแข่งขันแบบตัวต่อตัวระหว่างผู้เล่นเกมเท่านั้น แต่ยังต้องฝ่าด่านหินด้าน “พฤติกรรม” และ “ทัศนคติ” ผู้บริโภคในไทยไปให้ได้

การตัดสินใจลงมาเล่นในเกมที่ไม่ง่ายนี้ ผู้เล่นยังต้องนิ่งพอที่จะรอเวลาให้พฤติกรรมและทัศนคติผู้บริโภคเปิดรับการจ่ายเงินเพื่อดูงานคุณภาพมากกว่า “ตีตั๋วฟรี” กับหนังก็อปปี้ที่มีอยู่มากมายทางออนไลน์แต่คุณภาพไม่เต็มร้อย เป็นสิ่งที่ จตุพล สุธีสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มีเดียเพล็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้ให้บริการคอนเทนท์ออนไลน์แบบถูกลิขสิทธิ์ดูนี่ (DOONEE) เชื่อมั่นว่าจาก 3 ปัจจัยที่มีจะเป็นกำลังสำคัญที่พา DOONEE เดินไปสู่เป้าหมายได้

ปัจจัยที่กล่าวถึงนั่นคือ ระสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจคอนเทนท์, โมเดลธุรกิจที่นำเอาเทคโนโลยีเอามาขับเคลื่อน และความรัก ในธุรกิจนี้

จตุพล ตัดสนใจเปิดธุรกิจ DOONEE มาประมาณสองปี แต่หากย้อนไปไกลกว่านั้นเขาเคยผ่านงานและสั่งสมประสบการณ์การจัดการลงทุนในธุรกิจส่วนขยายอื่นๆ การนำสารคดี, ภาพยนต์, สื่อมีเดียใหม่, จัดซื้อลิขสิทธิ์ต่างประเทศ งานด้านสายการผลิตงานโปรดักชั่น รวมทั้งดูแลสายการผลิตสินค้า

งานบริหารจัดการลิขสิทธิ์คอนเทนต์ (Content) ต่างประเทศ เช่น ฮอลลีวูดซีรีส์และสารคดีชื่อดังโดยผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อดิจิทัลที่มาจากค่ายหนังต่างประเทศ อาทิเช่น Twentieth Century Fox, NBC Universal, CBS International Television, BBC Worldwide, Discovery Channel และสตูดิโออื่นๆ

“ผมโตมากับธุรกิจคอนเทนท์ ที่บ้านทำธุรกิจร้านเช่า vdo เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว เราเป็นศูนย์ วิดีโอ ที่ใหญ่ที่สุดในฝั่งธนสมัยนั้น ซื้อสิทธิ์ต่างประเทศเอาเข้ามาทำโปรดักชั่นตัวเอง และอีกหลายอย่าง”

ธุรกิจขยายตัวอย่างมากจนเดินมาถึงวันที่ทุกอย่างเดินมาถึงจุดที่ “เปลี่ยนแปลง”

“พอธุรกิจเปลี่ยน ฟอร์แมทเปลี่ยน เราก็ไม่ได้ทำร้านเช่าอีกต่อไป เพราะสมัยก่อนวิดีโอม้วนละหลายพันบาท แต่ข้าวจานละ 8 บาททำให้ไม่มีใครซื้อหนังมาดู ศูนย์เช่าเลยเติบโต

กระทั่งในวันที่วิดีโอถูกลงขายแผ่นละร้อยกว่าบาท ทำให้คนซื้อหนังมาดูได้ เราก็เปลี่ยนโมเดลเป็น Distribution โดยผมเองได้แยกบริษัทออกมาจากครอบครัวตั้งแต่ปี 2013 เพราะมองว่าหลายๆ อย่างต้องเปลี่ยนแปลง แล้วนำเอาเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า ธุรกิจคอนเทนท์คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

จตุพล บอก ธุรกิจมีเดียมันเป็นอย่างนี้ ต้องเปลี่ยนตลอด คนที่อยู่ในธุรกิจนี้ได้ต้องปรับตัวให้เร็ว นี่คือความมีเสน์ห์ แต่คนที่ไม่รักไม่ชอบ อาจบ่นว่าถึงวันหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนอีกแล้ว มันเป็นการต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ

สำหรับผมแล้วมันเป็นความท้าทาย และทำให้ไม่ต้องกลัวกับการเปลี่ยนแปลง และเข้าใจมัน

อย่างไรก็ดี โจทย์ใหญ่ของ DOONEE คือทำอย่างไรที่จะสร้างการรับรุ้และความเข้าใจกับตลาดถึงการบริโภคคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและถูกลิขสิทธิ์ แทนการเลือกดูคอนเทนท์ตามเว็บทั่วไป

"เพราะธุรกิจแบบ OTT ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับตลาดในไทย เราต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับตลาดแล้วสร้างให้เป็นกระแส แล้วดึงคนให้กลับมาใช้ของถูกลิขสิทธิ์ ต้องให้ผู้บริโภคยอมจ่ายก่อน ส่วนจะจ่ายให้กับใครนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในวันนี้จาก 10 คน 9 คนไม่พร้อมจะจ่าย พร้อมจะดูฟรี แต่อีก 1 คนจ่าย ส่วนจะจ่ายใหห้ใครก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องของการแข่งกันเรื่องคุณภาพ ซึ่งเราก็ยินดี และเป็นสิ่งที่อยากจะพัฒนาตัวเองขึ้นไป

สิ่งที่สำคัญคือ การหาจุดที่จะ pivot ตัวเองเพื่อให้อยู่รอดได้ นั่นคือสิ่งที่เราคิด เราแก้ปัญหามาตลอด”

ที่ดำเนินการไปแล้วเป็นการพาร์ทเนอร์กับฟรีทีวีและเพย์ทีวี เพื่อเอาคอนเทนท์ต่างๆ ขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์มเราให้ได้

“ต้องเริ่มจากมองที่ปัญหาแรกก่อน คนจะมองว่าทำไมคอนเทนท์น้อย เว็บเถื่อนเยอะกว่านี้ ทำไมต้องมาจ่ายเงินให้คุณด้วย 150 บาทแค่ไม่กี่พันชั่วโมง

อย่างนี้เราจะแก้ปัญหาอย่างไร จะเอาเงินไปถมซื้อคอนเทนท์ก็ละลายเงิน เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ การจะแข่งขันโดยเน้นการซื้อและซื้อคอนเทนท์เข้ามาเพิ่มมันทำไม่ได้ ที่ต้องทำคือการบริการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ที่ผ่านมา มีการคุยกับพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศ เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ต่างๆ ให้เข้าใจว่า ซื้อสิทธิ์แล้วขอสิทธิ์ออนฟรีทีวี แล้วเอามาทำออนไลน์ได้มั้ยเพื่อเอามาต่อยอดธุรกิจ หลายรายที่เข้าใจอยากให้เราเติบโต และอยากให้เราอยู่รอดได้”

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายส่วนที่ทำเพื่อแก้ปัญหา สำหรับเราแล้วต้องเดินต่อไปให้ได้ ที่ผ่านมาก็เป็นไปได้ด้วยดี และคิดว่าเราอยากจะเติบโตแน่นอน อาทิ การขยายและพัฒนาธุกิจออนไลน์ร่วมกับคู่ค้ารายหลักในประเทศ เช่น AIS, Samsung และอื่นๆ

รวมถึงการับมือกับ ไพรม์ไทม์ (PrimeTime) เพื่อเพิ่มความหลากหลายของคอนเทนท์ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการขยายฐานลูกค้าและดึงคนดูกลุ่มใหม่ๆ ให้เข้ามาชมคอนเทนท์บนออนไลน์มากขึ้น

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา และความรวดเร็วในการปรับตัวเป็นอีกหัวใจสำคัญของ DOONEE ในช่วงการเดินทางที่ผ่านมา และทอดยาวถึงอนาคต

ในขณะที่รอจังหวะให้ตลาดเปิดรับการบริโภคคอนเทนท์ลิขสิทธิ์อยู่นั้น อีกตัวเร่งสำคัญอย่างเทคโนโลโลยีก็เข้ามามีส่วนทำให้ตลาดส่วนนี้ขยายตัวมากขึ้น

“ทุกประเทศมีสภาพตลาดที่เหมือนกัน เพราะต้องทำความเข้าใจของคน ต้องรอให้เทรนด์มา เมื่อทุกคนพร้อมจะเข้าใจ พร้อมจะเสพสื่อ ตลาดก็จะเติบโตได้ อย่างไรก็ดี ยังมีข้อดีที่ว่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีคนก็ยังยังดูหนัง ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกดูผ่านช่องทางไหนเท่านั้น”

กระแสออนไลน์จะเป็นอีกตัวเร่งที่สำคัญ รวมถึงเทรนด์การรับชมแบบสตรีมมิ่งที่ได้รับความนิยมแล้วในหลายประเทศแล้ว ทั้งในอเมริกา เกาหลี รวมถึงในไทยที่ขยายตัวก็เป็นอีกแนวทางที่ DOONEE ตัดสินใจทำในส่วนนี้ด้วย

ท่ามกลางตลาดที่เติบโตนี้ จตุพล บอก ทุกวันนี้เรากินตลาด 1% ก็พอใจแล้วนะ เพราะตลาดใหญ่ และมีโอกาสขยายตัวได้อีก 

โดยการทำธุรกิจ เราไว้ในมองระยะยาว แม้ Format จะเปลี่ยนแต่คนก็ยังบริโภคคอนเทนท์เหมือนเดิม และมีหลายช่องทางให้เข้าถึงได้อีกมากในอนาคต

"ตลอด 2 ปีของการทำ DOONEE ผมไม่เคยท้อ มองว่าธุรกิจต้องเดินต่อ เพราะเป็นคนไม่เคยยอมแพ้ เมื่อธุรกิจมีปัญหายังไงก็มีทางออกอยู่แล้ว

คนที่ยอมแพ้ คิดว่าคนอย่างนี้ทำสตาร์ทอัพไม่ได้ ทุกปัญหามีทางออกหมด อยู่ที่กล้าเผชิญหรือเปล่าเท่านั้นเอง ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำธุรกิจแรกแล้วประสบความสำเร็จ ไม่เคยเห็น มันต้องเจอปัญหาร้อยแปดก่อน แล้วต้องปรับตัวเพื่ออยู่ได้ ปรับจนกระทั่งอยู่ได้

ที่สำคัญ ต้องไม่โลกสวย เพราะอะไรที่สวยงาม คนอื่นก็ต้องเข้ามา และเป็นผู้เล่นที่รายใหญ่กว่าเดิมด้วย”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่กังวล ไม่ใช่ความอยู่รอดธุรกิจ เพราะคิดว่ายังไงบริษัทนี้เดินได้ ที่ต้องคิดให้เยอะคืออย่างไรให้เดินเร็วกว่านี้ ให้คนเข้าใจ(ธุรกิจ)ได้มากกว่านี้ 

"ที่ผ่านมา บริษัทนี้เดินได้ แต่แต่ทำอย่างไรให้เดินเร็วกว่านี้ ทุกคนมองไปที่จุดหมายเดียวกันปีหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกเยอะ แล้วเราเป็นบริษัทไม่ใหญ่ สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอด

โดยสตาร์ทอัพที่อยู่(รอด)ได้ ต้องมีประสบการณ์ และมองเห็นโอกาสใหม่ๆอยู่เสมอ"