รพ.เอกชนรุกเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างชาติ รับอานิสงส์จุดหมายท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แจงรายได้เพิ่มต่อเนื่อง "ททท."เผยตลาดจีน-รัสเซีย-อาเซียนมาแรง
ตามข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (เมดิคัล ทัวริสซึ่ม) สอดคล้องกับข้อมูล The Global Wellness Tourism Economy Report 2013-2015 ที่ระบุว่า ในอาเซียนไทยเป็นรองเพียง สิงคโปร์ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 26% มีรายได้ปีละ 7 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า รายได้ของโรงพยาบาลเอกชน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะมาจากต่างชาติถึง 1 แสนล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งในไทย ให้ความสำคัญในการทำตลาดลูกค้าต่างชาติมากขึ้น
นายชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัทสมิติเวช จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมรายได้จากการรักษาพยาบาลแก่ชาวต่างชาติในโรงพยาบาลเอกชน พบว่าเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากค่าใช้จ่ายการรักษาในไทยอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ทั้งยังมีมาตรฐานการให้บริการที่ดี ตลอดจนไทยมีแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดให้ชาวต่างชาติหันมาสนใจรักษาที่ไทยในเชิงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มากขึ้น
“แม้ว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่กำลังซื้อผู้บริโภคในไทยลดลง แต่ภาพรวมรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนยังคงขยายตัวเพราะรายได้จากลูกค้าต่างชาติยังขยายตัว”
คชจ.3แสนต่อการรักษา3-5วัน
สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาในไทย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทย (Tourist) กลุ่มพักอาศัยและประกอบอาชีพในไทย (Expat ) และกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) โดยหากประเมินถึงรายได้จากการให้บริการผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามาพักรักษาตัว เป็นระยะเวลา 3-5 วัน จะเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาทต่อราย ไม่รวมรายได้จากกิจกรรมอื่นๆคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนบาทต่อราย
ผู้ป่วยต่างชาติเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ปัจจุบันโรงพยาบาลสมิติเวชมีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารักษาพยาบาล สัดส่วน 40-50% ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งยังเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 7%
ที่ผ่านมายังขยายการบริการรองรับกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ทั้งในอาเซียน รวมถึงตะวันออกกลาง โดยได้จัดตั้งคลินิก “สมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล” ที่เมียนมา เพื่อเป็นอีกช่องทางให้บริการสุขภาพและส่งต่อผู้ป่วยเข้ามารักษาในไทย
ส่วนการบริการผู้ป่วยชาวญี่ปุ่น ก็ได้จัดตั้งศูนย์ดูแลสำหรับชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และยังมี “อารบิค เซ็นเตอร์” รองรับการบริการแก่กลุ่มผู้ป่วยชาวตะวันออกกลาง ตลอดจนมีล่ามแปลภาษาไว้คอยสื่อสารและให้บริการ
นอกจากนี้ ยังมีช่องทางสื่อสารอื่นๆ ที่ช่วยประสานงานกับผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในอนาคตยังมีแผนขยายการดูแลชาวญี่ปุ่นมากขึ้น รวมถึงชาวจีน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลในต่างประเทศ เช่น “Sano Hospital” “Doernbecher children’s hospital” เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับบริการทั้งชาวไทยและต่างชาติมากขึ้น
เที่ยวช่วงพักฟื้นอาการป่วย
นายสุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกมีชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการกับทางโรงพยาบาลยันฮีเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน กว่า20% นอกจากเรื่องมาตรฐานการรักษาแล้ว ยังพบว่าค่าใช้จ่ายรักษาในไทยไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค รวมถึงปัจจัยที่ผู้ใช้บริการ หรือผู้ป่วยต่างชาติต้องการเข้ามารักษาอาการ และเลือกเดินทางท่องเที่ยวในไทยในช่วงพักฟื้นอาการ
โดยกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สูงสุด รองลงมา คือ จีน เมียนมา กัมพูชา และออสเตรเลีย
คาด3-5ปีตัวเลขยังเพิ่มขึ้น
ส่วนกลุ่มผู้ป่วยต่างชาตินี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาแตกต่างกันตามอาการ โดยเฉลี่ยอยู่ที่รายละประมาณ 8 หมื่น - 1 แสนบาท
ทั้งนี้ผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารับบริการศัลยกรรมตกแต่งกับทางโรงพยาบาลมากที่สุด คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน กัมพูชา และเมียนมา เพราะกลุ่มประเทศดังกล่าวยังไม่มีจำนวนแพทย์ศัลยกรรมที่ให้บริการสอดรับกับความต้องการของผู้ป่วยมากนัก
ทั้งนี้ ในปัจจุบันโรงพยาบาลมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ อยู่ที่ 30% และคาดว่าในช่วง3- 5ปีข้างหน้า จะขยายตัวอีกกว่า 5-10%
สำหรับการบริการรองรับผู้ป่วยต่างชาติ ในปัจจุบันได้เตรียมความพร้อม โดยจัดเตรียมล่ามแปลภาษา ทั้งสิ้น12ภาษา รวมถึงยังให้บริการผู้ป่วยทั้งภายในโรงพยาบาลและช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในกรณีที่ชาวต่างชาติต้องการสอบถามค่ารักษาพยาบาล หรือใช้บริการนัดเวลาปรึกษาออนไลน์
นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกในเรื่องการจัดรถรับ - ส่งสนามบินแก่ผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มเติม ทั้งยังพร้อมด้านทีมแพทย์ศัลยกรรมครบวงจรให้บริการครอบคลุมตามความต้องการของผู้เข้ารับการรักษา
ตลาด จีน-รัสเซีย-อาเซียน มาแรง
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยที่ส่งเสริมต่อเนื่อง ได้แก่ ตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มเป้าหมายที่เติบโตมากขึ้น ได้แก่ จีน รัสเซีย และอาเซียน
แม้จีนจะเลือกไปทำศัลยกรรมที่ไต้หวันมากที่สุดเพราะการเดินทางที่สะดวกและมีค่าใช้จ่ายคุ้มค่า แต่หาก ททท.ประสบความสำเร็จตามแผนในการสร้างการรับรู้และตีตลาดจีนในกลุ่มนี้ได้ เชื่อว่า จะผลักดันให้คนจีนเลือกมาทำศัลยกรรมในไทยมากขึ้น
ส่วนตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เป็นกลุ่มที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเดินทางมาในไทยได้สะดวก โดยปัจจุบันโรงพยาบาลในไทยบางแห่งมีลูกค้าจากประเทศเหล่านี้เป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเมียนมา








