ครม.ไฟเขียวมาตรการแก้หนี้นอกระบบ ตั้งเป้าลด 20% ต่อปี หนุนตั้ง "พิโกไฟแนนซ์" ปล่อยกู้ทั่วประเทศวงเงินไม่เกิน5หมื่นบาท ดอกเบี้ย 36%ต่อปี
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวานนี้ (4ต.ค.) มีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชนที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ
“มาตรการแก้หนี้นอกระบบตั้งเป้าหมายที่จะลดหนี้นอกระบบให้ได้ปีละ20%จากเดิม ที่มีประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบอยู่1.2ล้านราย รวมมูลหนี้นอกระบบประมาณ 1.23 แสนล้านบาท หรือลดหนี้นอกระบบได้ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ปีละ2.4แสนคน”นายณัฐพรกล่าว
หนุนตั้งพิโกไฟแนนซ์ทุน 5 ล้าน
สำหรับมาตรการที่ ครม.เห็นชอบได้แก่การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเงินกู้ หลังกระทรวงการคลังกำหนดให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับดูแล (พิโกไฟแนนซ์) ด้วยการให้เจ้าหนี้นอกระบบมาให้บริการสินเชื่อรายย่อยในระบบให้ถูกต้อง โดยจะต้องเป็นนิติบุคคลมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สามารถปล่อยกู้ให้กับชาวบ้านทั้งที่มีหรือไม่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน วงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท
ห้ามคิดดอกเบี้ยเกิน 36% ต่อปี
ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจะเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมรวมกันแล้วต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ไม่เกินปีละ36% พร้อมทั้งให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งหน่วยธุรกิจเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยเฉพาะ
ทั้งนี้มาตรการการสนับสนุนสินเชื่อขนาดเล็กให้ประชาชนโดยการออกพิโคไฟแนนซ์ เป็นการออกมาตรการเพิ่มเติมจากที่ออกกฎหมายเงินกู้นาโนไฟแนนซ์ ที่บริษัทผู้ปล่อยกู้มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทและมีการปล่อยกู้ได้สูงสุดรายละไม่เกิน100,000บาท ซึ่งในขณะนี้ มีการดำเนินการไประยะหนึ่งและมีผู้เข้ามาจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อปล่อยสินเชื่อแล้ว 19 ราย จากผู้ที่ยื่นขออนุญาตทั้งสิ้น 29 ราย โดยมีการปล่อยกู้แล้ว 22,494 ล้านบาท
โทษ 2 ปี เจ้าหนี้นอกระบบคิดดบ.เกิน15%
นอกจากนั้น ครม.ได้เร่งรัดให้กระทรวงยุติธรรมเร่งรัดการเสนอร่าง พ.ร.บ. พ.ร.บ.ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายโดยเร็ว เพื่อให้มีกฎหมายสำหรับการเอาผิดเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกรับดอกเบี้ยเกินอัตรา 15% ซึ่งมีการกำหนดโทษสูงสุดไว้ที่ จำคุกไม่เกิน2ปี หรือปรับไม่เกิน200,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งเร่งให้มีการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ โดยกระทรวงการคลังจะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทใหม่
ส่วนมาตรการอื่นๆที่ช่วยให้เกิดการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน มอบหมายให้ธนาคารออมสิน และธ.ก.ส.ตั้งจุดให้คำปรึกษา โดยให้ทั้ง 2 ธนาคารประสานงานกับคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบ ประจำกรุงเทพมหานคร หรือประจำจังหวัด เพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ให้เกิดความเป็นธรรมกับชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้ รวมทั้งมาตรการเพิ่มศักยภาพลูกหนี้นอกระบบ ที่หารายได้ด้วยตัวเองไม่ได้หรือชำระหนี้ได้ต่ำ จะได้รับการฟื้นฟูอาชีพ
คลังเปิดรับสมัครตั้งพิโกเดือนนี้
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หลังครม.มีมติโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยหนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหา คือ การอนุญาตให้ผู้ประกอบการเข้ามาสมัครเข้าเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ได้ กระทรวงการคลังคาดว่า จะเปิดรับสมัครผู้ให้บริการดังกล่าวได้ภายในเดือนต.ค.นี้ หลังจากประกาศลงราชกิจจานุเบกษา
ผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ให้บริการพิโกไฟแนนซ์ สามารถเข้าสมัครได้ที่ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงสมัครได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) โดยธนาคารออมสินและธ.ก.ส.จะนำส่งใบสมัครมายัง สศค.เพื่อพิจารณานำส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุมัติ
ธกส.-ออมสินเตรียม 5 หมื่นล้านแก้หนี้นอกระบบ
นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า มาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบที่ผ่านมติครม. เป็นการแก้ปัญหาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายการคิดดอกเบี้ยเกินกำหนด การเปลี่ยนเจ้าหนี้นอกระบบให้เป็นผู้ประกอบการ การเปลี่ยนลูกหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ รวมทั้งการป้องกันปัญหาในอนาคต
โดยในส่วนของธ.ก.ส.และออมสินจะตั้งหน่วยงานเข้ามาดูแลเรื่องหนี้นอกระบบโดยเฉพาะ พร้อมกับให้สินเชื่อเพื่อเปลี่ยนหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท หรือแห่งละประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนนี้ก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว
ออกบัตรเงินสดรองรับหนี้นอกระบบ
ส่วนที่จะทำเพิ่มคือการป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลับไปกู้หนี้นอกระบบอีก ด้วยการออกสินเชื่อฉุกเฉิน หรือออกบัตรแคชการ์ดมารองรับ พร้อมกับการอบรมให้ความรู้แก่ลูกค้าของธนาคาร เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก
ก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส.ระบุว่า มาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบ ส่วนที่ธนาคารดำเนินการอยู่แล้ว คือตั้งสำนักงานบริหารหนี้นอกระบบขึ้นมาใหม่ ดูแลลูกหนี้ที่ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบให้แล้ว ไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ซึ่งมีจำนวน 4 หมื่นราย วงเงินสินเชื่อรวม 3.9พันล้านบาท
ส่วนที่จะทำเพิ่มเติม คือการออกบัตรกดเงินสด หรือ แคชการ์ด ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ วงเงินรวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ให้วงเงินต่อรายเท่ากับจำนวนหนี้ที่ชำระคืน เช่นเป็นหนี้อยู่ 1 แสนบาท ชำระคืนมาแล้ว 1 หมื่นบาท ก็จะได้รับวงเงินบัตรเงินสดไป 1 หมื่นบาทเป็นต้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกหนี้ชั้นดีจำนวน 1 แสนราย กำหนดวงเงินต่อรายให้ไม่เกิน 1.5 แสนบาทรวมเป็นวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท
ธนาคารจะเริ่มให้บัตรกดเงินสดในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือเรื่องดอกเบี้ยว่าจะออกมาเป็นเท่าใด ซึ่งได้มีการคุยนอกรอบกับทางธนาคารออมสินแล้ว เบื้องต้นน่าจะสูงกว่าดอกเบี้ยในโครงการแก้หนี้นอกระบบเดิมที่อยู่ในระดับ 12%เล็กน้อย
ขณะที่ธนาคารออมสิน ก็ได้เตรียมออกบัตรพีเพิลการ์ด เพื่อให้ประชาชนนำไปกดเงินใช้หากมีความจำเป็นฉุกเฉินไว้อีก 8 หมื่นใบ เงินในบัตรไม่เกิน 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยไม่เกิน 1%ต่อเดือน พร้อมเปิดตัวทันทีที่ ครม.มีมติออกมา









