วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมศุลฯตั้งเป้าลดทุจริตเพิ่มรายได้

กรมศุลฯ กำหนดปีงบ 60 เป็นปีแห่งการปฏิรูป มอบนโยบายผู้บริหารและนายด่านศุลกากรทั่วประเทศ้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บผ่านการอุดช่องโหว่รายได้

และขจัดทุจริตระบุ พร้อมออกคำสั่งย้ายใน 24 ชั่วโมงหากพบเจ้าหน้าที่ทุจริตพร้อมขึ้นบัญชีดำชิปปิ้งที่ร่วมขบวนการ หวังปี 60 รายได้ 1.2 แสนล้านบาท

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยหลังมอบนโยบายการทำงานในปีงบประมาณ 2560 แก่ผู้บริหารระดับสูงและนายด่านศุลกากรทั่วประเทศวานนี้ (3ต.ค.) ว่า ปีงบประมาณ 2560 ต้องการให้เป็นปีแห่งการปฎิรูป ทั้งในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ที่ต้องปิดช่องโหว่การทุจริตและการอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ผู้ส่งออกและนำเข้า

         ส่วนปีงบประมาณ 2559 กรมฯจัดเก็บรายได้ 1.11 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2.9% ดังนั้น ในปีงบ 60 จึงตั้งเป้าที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะ 5 ด่านศุลกากรที่มีสัดส่วนเก็บรายได้ 92% ต้องเพิ่มการจัดเก็บรายได้ ประกอบด้วย ด่านศุลกากรแหลมฉบัง ด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพฯ ด่านศุลกากรสำนักศุลกากรกรุงเทพฯ ด่านศุลกากรลาดกระบัง และด่านศุลกากรสุวรรณภูมิ 

สำหรับปีงบประมาณ 2560 กรมฯได้รับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่ 1.2 แสนล้านบาท

“ผมได้แจกเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ให้ทุกด่านช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และได้กำหนดรายการสินค้าที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บใน 8 ประเภท อาทิ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เวชภัณฑ์ เหล็ก ผลิตภัณฑ์เหล็ก สินค้าเกษตร และพลาสติก เป็นต้น”

ทั้งนี้ ตนจะติดตามการจัดเก็บรายได้อย่างใกล้ชิด โดยให้มีการรายงานผลการจัดเก็บในทุกๆ 2 สัปดาห์ และจัดให้มีการประชุมด่านศุลกากรทั่วประเทศทุกเดือน เพื่อดูว่ายอดจัดเก็บเป็นอย่างไร มีจุดใดที่ยังรั่วไหลบ้าง

นอกจากนี้ จะจัดให้มีการพบปะกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกสินค้าใน 8 ประเภทที่มียอดนำเข้าสูงสุด เพื่อชี้แจงและหารือแนวทางการชำระภาษีอย่างถูกต้อง แบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่มูลค่าชำระภาษีตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ประเภทที่สอง ผู้ประกอบการที่มีมูลค่าชำระภาษี 50-500 ล้านบาท และ ประเภทที่มีความเสี่ยงในการชำระภาษีอากร

“กลุ่มที่มีประวัติการชำระภาษีดี เราก็จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออก และจะมีการสุ่มตรวจการชำระภาษี โดยกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีประมาณ 15-16 บริษัท ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางมีประมาณ 165 บริษัท ส่วนกลุ่มที่เสี่ยงนั้น เราจะกำกับดูแลควบคุมดูประวัติการชำระภาษีอย่างเข้มงวดว่าถูกต้องหรือไม่ เบื้องต้น เราพบว่า มีอยู่ราว 100 บริษัท”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา กรมฯได้ออกประกาศเกี่ยวกับจริยธรรมที่ดีของผู้ประกอบการออกของหรือชิปปิ้ง หากเราพบว่า มีชิปปิ้งรายใดกระทำความผิด อาทิ ปลอมแปลงเอกสาร สำแดงราคาเท็จ จะขึ้นบัญชีระงับการให้บริการ 30 วัน และหากยังพบทำผิดอีก จะเพิกถอนรายชื่อการเป็นผู้ประกอบการชิปปิ้งกับกรมฯทันที 

จำนวนชิปปิ้งที่ทำหน้าที่ออกของกับกรมฯขณะนี้ มีประมาณ 1 หมื่นราย ในจำนวนนี้ มีเพียง 1 ใน 3 ที่ขึ้นทะเบียนเป็นชิปปิ้งกับสมาคม

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ให้ความร่วมมือกระทำความผิดกับชิปปิ้ง กรมฯก็จะมีมาตรการเข้มงวดในการเข้าไปรับผิดชอบที่จะบังคับใช้ไปถึงผู้บังคับบัญชา หากพบว่า มีเจ้าหน้าที่ร่วมกระทำความผิดกับชิปปิ้ง เราจะสั่งย้ายทันทีใน 24 ชั่วโมง ถ้าตรวจสอบภายหลังว่า ไม่ผิด เราก็จะคืนหน้าที่ให้ ถ้าตรวจสอบและพบว่าผิด จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตเพื่อชี้มูลความผิดต่อไป 

 สำหรับการปฏิรูปการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการนั้น ได้มอบนโยบายการนำระบบไอทีเข้ามาช่วย อาทิ การตรวจสอบรายการสินค้าที่จะมีการนำเข้าล่วงหน้า การนำระบบอี-ล็อกมาช่วยตรวจปล่อยสินค้า เป็นต้น