“มอร์นิ่งสตาร์” เผยผลตอบแทนตราสารหนี้โลกผันผวนสูง บอนด์ยีลด์บางช่วงติดลบ เตือนนักลงทุนระวัง ด้าน “กรุงไทย” ชี้มีโอกาสเกิดฟองสบู่
]
จากนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะ “ซีไอเอ็มบีไทย” เลี่ยงออกเทอมฟันด์นอก หวั่นผลตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มความเสี่ยง
ตลอดทั้งปีนี้จะเห็นว่า ตลาดการลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ไม่เฉพาะ “ตลาดหุ้น” เท่านั้น แต่ “ตลาดตราสารหนี้” หรือ “บอนด์” ก็มีผลตอบแทนที่ผันผวนมากขึ้นด้วย สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนใน “นโยบายการเงิน” ของธนาคารกลางจากประเทศอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งผลให้ความผันผวนของผลตอบแทนในตราสารหนี้ หรือ “บอนด์ยีลด์” มีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ” นักวิเคราะห์กองทุนประจำประเทศไทย บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) มองว่า บอนด์ยีลด์ในต่างประเทศขณะนี้มีความผันผวนค่อนข้างมาก บางช่วงผลตอบแทนติดลบ เพราะช่วงหลังมานี้ตราสารรัฐบาลส่วนใหญ่มักออกในตลาดเกิดใหม่
ดังนั้นผู้ลงทุนที่ลงทุนตราสารหนี้ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะต้องมีความเข้าใจการลงทุนลักษณะนี้ดีอยู่แล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงที่ผู้ลงทุนยังต้องระมัดระวัง ไม่ใช่แสวงหาผลตอบแทนที่สูงเท่านั้น
“นักลงทุนยังติดภาพการลงทุนตราสารหนี้ ว่าผลตอบแทนตราสารหนี้ไม่ควรติดลบ หากในบางช่วงผลตอบแทนติดลบก็อาจมีแรงเทขายกองทุนเปิดตราสารหนี้ที่ไปลงทุนในต่างประเทศออกมา ปัจจุบันมูลค่ากองทุนดังกล่าวขนาดไม่ใหญ่มาก ณ เดือนส.ค.นี้อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท”
“กฤษณ์ ณ สงขลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน งานลงทุนในตราสารหนี้บลจ.กรุงไทย มองว่า ความเสี่ยงตราสารหนี้ต่างประเทศยังมีโอกาสเกิดฟองสบู่ได้จากนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนสูงๆ แต่แนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศยังมีโอกาสลงทุนระยะสั้น3เดือน ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนจะมีวิธีลดความเสี่ยงและคัดเลือกประเทศที่เข้าไปลงทุนอย่างระมัดระวัง ต้องมีพื้นฐานดี เช่น จีน ตะวันออกกลางและอินโดนีเซียแน่นอนว่าการลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศยังให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก
“บอนด์ยีลด์ทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มผันผวนในช่วงแคบๆ และทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปอีก 1-3 เดือน หลังจากที่ บีโอเจ(ธนาคารกลางญี่ปุ่น) และ เฟด ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนรวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้มีเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรทั่วโลก”
สำหรับกองทุนที่บริษัทออกเสนอขายทุกสัปดาห์เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทเงินฝากและตราสารที่ใกล้เคียงเงินฝาก จึงทำให้มีความเสี่ยงจากการลงทุนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว
โดยบริษัทจะเน้นลงทุนในตราสารที่ผู้ออกมีความสามารถในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงให้ผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็มีการติดตามข่าวสารของตลาดทั้งในและต่างประเทศ แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และการเมือง เป็นต้น อย่างใกล้ชิดหากเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในประเทศที่ไปลงทุนและกิจการที่เป็นผู้ออกตราสารนั้นๆ บริษัทจะมีการกำหนดแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสม และทันต่อเหตุการณ์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุนต่อไป
ด้าน “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล บอกว่า ที่ผ่านมาบริษัทค่อนข้างระมัดระวังการออกกองทุนประเภทเทอมฟันด์ที่ลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากมองว่า ดอกเบี้ยที่ได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจไม่คุ้มค่าความเสี่ยงด้านเครดิต ประกอบกับโอกาสการลงทุนในตราสารต่างประเทศที่ดอกเบี้ยสูงๆ เช่น เกาหลีใต้ หรือ จีน แทบไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทเป็นห่วงภาระหนี้ภาคเอกชนในจีน มองว่า ค่าชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต หรือ Credit Spread อยู่ในระดับต่ำเกินไป ดังนั้นในอนาคตอันใกล้ บริษัทยังไม่มีแผนออกกองทุน เทอมฟันด์ที่ลงทุนในต่างประเทศ







