วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (3 ต.ค.59)

ประเด็นเรื่อง Deutsche Bank ยังคงกดดันตลาด

คาดหุ้นไทยวันนี้ซื้อขายในกรอบแคบ สวนทางกับการปรับตัวสูงขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเรามองว่าประเด็นเรื่อง Deutsche Bank จะยังคงกดดันตลาดหุ้นโลกโดยรวมอยู่ ล่าสุดทาง Deutsche Bank บรรลุข้อตกลงกับหน่วยงานสหรัฐฯ ในการผ่อนปรนค่าปรับให้น้อยลงกว่าเดิมที่ประกาศไว้ตอนแรกที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่นักวิเคราะห์มองไปในทางเดียวกันถึงแนวโน้มจำนวนค่าปรับที่น้อยลง และมองว่ากรณีดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของทีมบริหารและไม่ส่งผลถึงความสามารถในการชำระหนี้ ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่สำคัญวันนี้อยู่ที่ความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลที่จะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามในช่วงสั้นธปท. มองเศรษฐกิจงวด 3Q59 ชะลอการเติบโตลงจากการเติบโตในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา สวนทางกับมุมมองเชิงบวกของรัฐบาลว่าเศรษฐกิจยังมีโมเมนตัมต่อเนื่อง

หุ้นเด่นวันนี้: BDMS(ราคาปิด 21.80 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมายปี 60 ของ AWS 32.00 บาท)

บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ เป็นหุ้นเด่นในวันนี้จากการคาดการณ์ว่ากำไรจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและทิศทางในระยะยาวที่ยังดูสดใส แม้ว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/59 จะลดลง QoQ แต่เราคาดว่ากำไรของ BDMS จะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีต้อนรับช่วงไฮซีซั่น นอกเหนือจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ BDMS แจ้งว่าบริษัทได้บรรลุข้อตกลงที่จะซื้อที่ดินบริเวณโครงการปาร์คนายเลิศ ซึ่งรวมถึงอาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว บริษัทตั้งใจที่จะพัฒนาที่ดินและอาคารเหล่านี้ให้เป็นศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร “BDMS Wellness Clinic” สอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มูลค่าการซื้อขายและงบประมาณการลงทุนทั้งหมดอยู่ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท โดย 1.08 หมื่นล้านบาทเป็นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนอีก 2 พันล้านบาทเป็นงบประมาณการลงทุน ถึงแม้ว่าการลงทุนขนาดใหญ่นี้จะกดดันกำไรในช่วง 2-3 ปีแรกก็ตาม แต่เราประเมินว่าธุรกิจศูนย์สุขภาพครบวงจรนี้จะช่วยเพิ่มกำไรให้กับบริษัทในระยะยาวเนื่องจากให้อัตรากำไรที่สูงเมื่อเทียบกับบริการประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ BDMS จะยังคงแผนขยายเครือข่ายโรงพยาบาลให้เป็น 50 โรงพยาบาล รวมถึงพัฒนาโรงพยาบาลแม่ข่ายทั้ง 9 แห่งให้เป็น Centers of Excellence ซึ่งการขยายเครือข่ายและพัฒนาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถของบริษัทในการเข้าถึงคนไข้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มากขึ้นอีกด้วย เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 59 ไว้ที่ 8.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% YoYแต่ปรับลดกำไรปกติปี 60 ลง 6.6% มาอยู่ที่ 9.5 พันล้านบาทเพื่อสะท้อนการลงทุนข้างต้น ซึ่งการปรับลดนี้ทำให้กำไรปี 60 เติบโตอย่างชะลอตัวที่ 6.5% ก่อนที่จะกลับมาเติบโต 15.0% อีกครั้งในปี 61

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ธปท. ชี้ GDP อาจเติบโตแผ่วลงในไตรมาส 3/59 ผู้บริหารระดับสูงธนาคารแห่งประเทศไทยระบุไตรมาส 3 เศรษฐกิจอาจขยายตัวแผ่วลงกว่าไตรมาสสองเพราะมาตรการกระตุ้นขาดตอน โดย ธปท. เสริมว่าแม้เศรษฐกิจสองเดือนแรกของไตรมาส 3 จะยังดูฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวไม่ได้ดีขึ้นในทุกส่วนจากการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ได้ดีมาก (Bangkok Post)ความเห็น: ความเห็นของ ธปท. ขัดกับการคาดการณ์ของ ก.คลังที่คาดว่าไตรมาส 3 จะโตได้ระดับเดียวกับไตรมาสก่อนที่ 3.5% อย่างไรก็ดีเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นน่าจะมีออกมาเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีซึ่งจะช่วยหนุนภาพรวมของทั้งปี

• เร่งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจลงทุนมากขึ้น นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจขยายการลงทุนเป็นสองเท่าเป็น 6.0 แสนลบ.ในปีหน้า ด้วยอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณที่ 95% เพื่อกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายในประเทศ พร้อมเน้นย้ำถึงการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรและองค์กรให้มากขึ้น รวมไปถึงโครงสร้างการบริการที่เข้มแข็ง หลังจากที่งบประมาณปีนี้ถูกเบิกจ่ายไปเพียงแค่ครี่งหนึ่งของเป้าเท่านั้น (Bangkok Post)

• มูลค่าการลงทุนที่ BOI อนุมัติเพิ่มขึ้น 21% มูลค่าการลงทุนจากโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วง 8 เดือนในปีนี้เพิ่มขึ้น 21% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนอยู่ที่ 6.53 แสนล้านบาท ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกิดจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่แข็งแกร่งของรัฐซึ่งกระตุ้นความเชื่อมั่นลงทุนเป็นอย่างมาก (Bangkok Post)

• ไทยยืนยันเงื่อนไขเงินกู้สำหรับโครงการรถไฟไทย-จีน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเผยว่ารัฐบาลยังคงยืนกรานเงื่อนไขเงินกู้จากจีนในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ 2% เพื่อหนุนโครงการก่อสร้างรางรถไฟระหว่างไทย-จีน และระบุว่ารัฐบาลจะหาแหล่งเงินภายในประเทศถ้าประเด็นดังกล่าวไม่มีความคืบหน้า (Bangkok Post) ความเห็น: เราคิดว่าโครงการระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือจีทูจี ในตอนนี้มีแนวโน้มจะตกลงกันได้หลังจากเมื่อเร็ว ๆ นี้ไทยได้ลงนามในสัญญากับรัฐบาลญี่ปุ่นในการกู้ยืมสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง เส้นทางบางซื่อ-รังสิต คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.3% เป็นเวลา 15 ปี โดยเว้นการชำระดอกเบี้ย 5 ปี

ต่างประเทศ

• วิกฤตในดอยช์แบงก์มีแนวโน้มส่งผลลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก จนกว่าธนาคารจะชำระค่าปรับให้กับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเกี่ยวกับคดีจำหน่ายหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตการเงินโลกในปี 2550-51 หุ้นดอยซ์แบงก์ที่ซื้อขายในสหรัฐแตะระดับต่ำสุดเมื่อวันพฤหัส โดยร่วงลงถึง 24% ตั้งแต่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐสั่งปรับ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติการสอบสวนในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หุ้นดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นในรอบ 5 ปีเมื่อวันศุกร์ หลังจากสำนักข่าวเอเอฟพีได้รายงานว่าดอยซ์แบงก์ใกล้บรรลุข้อตกลงจ่ายค่าปรับ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแก่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยืนยันว่าเป็นความจริง (Reuters)

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ เนื่องจากความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังจากราคาหุ้นดอยซ์แบงก์ปรับตัวขึ้นและการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งซึ่งทำให้เฟดมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. ราคาพันธบัตรอ้างอิงอายุ 10 ปี ลดลง 12/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 1.597% เพิ่มขึ้นจากที่ระดับ 1.556% เมื่อวันพฤหัส (Reuters)

• เงินยูโรปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 9 วันเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันศุกร์จากความกังวลที่ลดลงเกี่ยวกับปัญหาทางการเงินของดอยซ์แบงก์ ในขณะเดียวกันก็กดดันค่าเงินเยนซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเงินสวิสฟรังก์ ทั้งนี้เงินยูโรได้แข็งค่าขึ้น 0.8% ในเดือนก.ย. แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 6 เดือน และปรับตัวขึ้น 1.2% ในไตรมาส 3/59 หลังจากที่อ่อนค่าลง 2.4% ในไตรมาส 2/59 ส่วนดอลลาร์สหรัฐล่าสุดแข็งค่าขึ้น 0.34% เทียบกับเงินเยนที่ระดับ 101.35 เยน หลังจากแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 101.75 เยน (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นดอยซ์แบงก์และหุ้นกลุ่มการเงินที่ปรับตัวขึ้นหลังจากสำนักข่าวเอเอฟพีของฝรั่งเศสได้รายงานว่าดอยซ์แบงก์ใกล้บรรลุข้อตกลงจ่ายค่าปรับ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแก่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันศุกร์ปรับตัวสูงขึ้นนำโดยการปรับตัวสูงขึ้นของหุ้น Deutsche Bank ในช่วงท้ายตลาด หลังจากมีรายงานออกมาว่าทางธนาคารบรรลุข้อตกลงกับทางหน่วยงานสหรัฐฯ ที่จะผ่อนปรนค่าปรับให้น้อยลงกว่าเดิมที่คาดไว้ตอนแรก (Reuters)

• DeutscheBank เร่งดีลให้เสร็จสิ้น ในประเด็นถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐสั่งปรับในกรณีออกขายตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง (MBS) เพื่อให้แน่ใจว่าจะเสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนหน้า (Reuters)

• นาย John Cryan CEO ของDeutscheBank ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของธนาคาร โดยมีฐานลูกค้ากว่า 20 ล้านรายและเงินทุนสำรองกว่า 2.15 แสนล้านยูโร ประกอบกับที่ล่าสุดมีการขายบริษัท Abbey Life to Phoenix Group Holdings ซึ่งเป็นบริษัทประกันสัญชาติอังกฤษมูลค่า 935 ล้านปอนด์ (1.2 พันล้านดอลลาร์ฯ) เพื่อสร้างสภาพคล่องส่วนเพิ่ม (Reuters)

• อังกฤษกำหนดเริ่มกระบวนการ Brexitในเดือนมี.ค. Theresa May นายกฯ อังกฤษเปิดเผยว่าจะเริ่มกระบวนการถอนตัวจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมี.ค. ปีหน้า ทั้งนี้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนของสหภาพยุโรปที่กำหนดไว้สำหรับประเทศสมาชิกที่ต้องการ
ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มฯ จะให้เวลากับอังกฤษ 2 ปีในการเตรียมความพร้อมต่างๆ (Reuters)

เอเชีย:

• ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตญี่ปุ่นขนาดใหญ่ทรงตัวในไตรมาส 3/59 และความเชื่อมั่นของภาคบริการแย่ลงไปต่ำสุดในรอบเกือบสองปีที่ผ่านมาBOJ จับตาดูผลสำรวจ Tankan ในวันจันทร์อย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นว่าดัชนีวัดความเชื่อมั่นของผู้ผลิตใหญ่อยู่ที่บวก 6 ในเดือนกันยายนไม่เปลี่ยนแปลงจากสามเดือนที่ผ่านมาและค่อนข้างสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดที่บวก 7กลุ่มนอกผู้ผลิตรายใหญ่มีความเชื่อมั่นลดลง เป็นบวก 18 จากบวก19ในสามเดือนที่ผ่านมาเป็นการลดลงสามเดือนติดต่อกัน และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ธันวาคม 2557แต่เท่ากับที่ตลาดคาดการณ์คือ บวก 18 (Reuters)

• กิจกรรมในภาคการผลิตของจีนขยายตัวอีกครั้งในเดือนกันยายนบ่งชี้ถึงโมเมนตัมเชิงบวกยังคงอยู่ PMI อย่างเป็นทางการ อยู่ที่ระดับ 50.4 ในเดือนกันยายนเท่ากับระดับของเดือนก่อนหน้า การยืนเหนือระดับ50.0 แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตเป็นประจำทุกเดือน(Reuters)

• ตลาดการเงินจีนในวันหยุดทั้งสัปดาห์(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันมีทั้งปิดบวกและลบวันศุกร์ แต่ถือเป็นการบวกรายเดือนติดต่อกันเป็นเดือนที่สองจากแผนการลดกำลังการผลิตของ OPEC แม้จะยิ่งสงสัยกันหลังจากการผลิตแตะสถิติใหม่อีกครั้ง น้ำมัน Brent ส่งมอบ พ.ย. ลบ 18 เซนต์ (-0.4%) ปิดที่ 49.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนที่หมดอายุไปจากการเป็นสัญญาเดือนใกล้สุด รายสัปดาห์และรายเดือนต่างบวก 4% รายไตรมาสร่วง 1% น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าเดือนใกล้บวก 41 เซนต์ (เกือบ 1%) ปิดที่ 48.24 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รายสัปดาห์และรายเดือนบวก 8% ส่วนรายไตรมาสคงที่ (Reuters)

• ทองคำผันผวนและปิดลบในวันศุกร์ เพราะความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงหลังหุ้นในตลาดหลักต่างฟื้นตัวอย่างมากจากที่ก่อนหน้าเทขายเพราะคลายความกังวลเรื่อง Deutsche Bank ราคาทองคำตลาดจรลบ 0.3% ไปอยู่ที่ 1,316.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำสหรัฐล่วงหน้าปรับลดลง 0.7% ปิด 1,317.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)