5 ข้อเท็จจริงที่โดดเด่นเกี่ยวกับการส่งออกของไทย มุมมองใหม่ "จากสถาบันป๋วย"
สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ จัดทำบทวิจัยเรื่อง “จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย what,where,Who” สะท้อนให้เห็นถึง 5 ข้อเท็จจริงที่โดดเด่นเกี่ยวกับการส่งออกของไทย โดยบทความนี้มุ่งวิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกของไทยจากข้อมูลการส่งออก-นำเข้ากว่า 500 ล้านรายการ จากกรมศุลกากร ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเขียนโดย ปิติ ดิษยทัต, ทศพล อภัยทาน และ กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ มีรายละเอียดดังนี้
เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่เปิดและมีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศมาก สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อจีดีพี อยู่ที่ประมาณ 130% ภาคส่งออกถือเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมายาวนาน จึงไม่แปลกที่การส่งออกจะได้รับความสนใจจากสาธารณชนและผู้ดำเนินนโยบาย
ที่ผ่านมาการวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ศึกษาภาคส่งออกในภาพรวม ทว่าผู้ที่กำหนดทิศทางของภาคส่งออกแท้จริงแล้ว คือ ผู้ประกอบการ ประเทศไทยจะส่งออกอะไร ไปที่ไหน ในปริมาณเท่าไร ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ประกอบการ การเข้าใจภาคส่งออกไทยอย่างลึกซึ้งจึงจำเป็นต้องดูลึกถึงระดับผู้ประกอบการ
ข้อมูลกรมศุลกากร ถือเป็นขุมทรัพย์องค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ โดย Apaitan,Disyatat และ Samphantharak ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เจาะลึกการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยใช้ข้อมูลรายเดือนระหว่างปี 2544-2558 ประกอบด้วยใบขนสินค้ารวมประมาณ 88 ล้านชุด ครอบคลุมการส่งออกและนำเข้า 500 ล้านรายการ ฉายภาพการส่งออกของไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จากข้อมูลปี 2558 มีผู้ค้าขายระหว่างประเทศทั้งสิ้น 95,245 ราย โดยจำนวนผู้นำเข้าสูงกว่าผู้ส่งออกกว่า 2 เท่า และเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้ส่งออกระยะหลังค่อนข้างนิ่ง นอกจากนี้จำนวนผู้ที่มีทั้งธุรกรรมนำเข้าและส่งออกมีอยู่ 19,705 ราย
ทั้งนี้จุดเด่นของฐานข้อมูลกรมศุลกากร คือ รายละเอียดว่าผู้ส่งออกแต่ละรายส่งออกอะไรไปที่ไหน ซึ่งสามารถให้ภาพเกี่ยวกับพัฒนาการที่เรียกกันว่า extensive margin หรือ ขอบเขตการขยายตัวของการค้าในมุมกว้างที่ครอบคลุม ประเภทสินค้า ตลาดปลายทาง และจำนวนผู้ส่งออก
กล่าวคือ การวิเคราะห์พัฒนาการของภาคส่งออกสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการส่งออกสินค้าเดิมหรือสินค้าใหม่ สู่ตลาดเดิมหรือตลาดใหม่ และโดยผู้ส่งออกรายเดิมหรือรายใหม่จึงเป็นมุมมองที่เสริมการวิเคราะห์ปกติที่เน้นมูลค่าการส่งออก หรือ intensive margin
เริ่มจากมุมมองของผู้ส่งออก ซึ่งจากข้อมูลสะท้อนได้ว่า ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ส่งเพียงสินค้าเดียวหรือส่งออกไปยังตลาดเดียว โดยจำนวนผู้ส่งออกจะลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนสินค้าและตลาดส่งออกที่เพิ่มขึ้น
ในแง่ตลาดส่งออก พบว่า จำนวนผู้ส่งออกต่อตลาดอยู่ในระดับต่ำ จำนวนสินค้าต่อตลาดค่อนข้างสูง หมายความว่า ผู้ส่งออกไทยโดยรวมมีการกระจุกตัวในแต่ละตลาด แต่มีการกระจายตัวในแง่ประเภทสินค้า
จากมิติของประเภทสินค้าส่งออก สะท้อนว่าจำนวนผู้ส่งออกต่อแต่ละประเภทสินค้า ค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับจำนวนตลาดต่อสินค้าส่งออกแต่ละประเภท ซึ่งนอกจากจะอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยรวมแล้ว ยังมีการกระจุกตัวที่ 1 สินค้า ประเทศไทยไม่ค่อยมีสินค้าโลกที่ส่งออกไปหลายๆ ตลาดพร้อมกันและสินค้าจำนวนมากส่งออกไปยังตลาดเดียว
ทั้งนี้ถ้าหันมาพิจารณาในมิติของ intensive margin หรือ มูลค่าการส่งออก พบว่า ในมุมมองผู้ส่งออก ตลาด หรือสินค้า ภาคส่งออกไทยมีการกระจุกตัวในระดับที่สูงมาก โดย 5% ของผู้ส่งออกที่ใหญ่สุดมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 88% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ เช่นเดียวกัน 5% ของตลาดและสินค้าส่งออกลำดับต้นๆ มีสัดส่วน 67% และ 77% ของการส่งออกทั้งหมด ตามลำดับ
กล่าวคือ ภาคส่งออกของไทยโดยรวมถูกขับเคลื่อนโดยผู้ส่งออกไม่กี่ราย ตลาดไม่กี่แห่ง และสินค้าไม่กี่ประเภท
การกระจุกตัวที่สูงมากเช่นนี้ ย่อมมีผลต่อการส่งผ่าน “shocks” ต่างๆ และความเสี่ยงโดยรวมของเศรษฐกิจ สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะเจาะจงกับบริษัทบางราย หรือในตลาดบางแห่งสามารถส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวมของภาคส่งออกได้ การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในระดับจุลภาคจึงมีความสำคัญยิ่ง
เมื่อขมวดรวมทั้งมิติของ extensive และ intensive margins เข้าด้วยกัน สามารถพิจารณาการกระจายตัวของผู้ส่งออกรวมทั้งมูลค่าการส่งออก จำแนกตามจำนวนตลาดและสินค้าส่งออก ซึ่งสะท้อนภาพได้ว่า ผู้ส่งออกส่วนมากส่งออกไปตลาดไม่กี่ตลาด โดย 55.4% ของผู้ส่งออกทั้งหมดส่งออกไปเพียงตลาดเดียว
ทว่ามูลค่าที่ส่งออกรวมนับเป็นเพียง 4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดเท่านั้น ตรงกันข้าม 20% ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมดส่งออกไปยัง 5 ตลาดหรือมากกว่า แต่กลับมีมูลค่าสูงถึง 89.9% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
หากพิจารณาในแง่ของสินค้าจะได้ภาพคล้ายๆ กันในปี 2558 โดย 39.2% ของผู้ส่งออกส่งเพียงสินค้าเดียว รวมแล้วเป็นเพียง 4.9% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ผู้ส่งออก ที่ส่งสินค้ามากกว่า 30 ประเภทนับเป็นสัดส่วนเพียง 5.7% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 55% ของมูลค่าการส่งออกทั้งประเทศ
หากควบรวมทั้ง 2 มิติ จะเห็นว่า 33% ของผู้ส่งออกไทยส่งสินค้าเดียวไปประเทศเดียว โดยนับเป็นสัดส่วน 1.9% ของมูลค่าการส่งออก ขณะที่ 0.8% ของผู้ส่งออกที่ส่งสินค้ามากกว่า 30 ประเภทไปยังตลาดมากกว่า 30 ตลาด มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 38.7% ของการส่งออกทั้งหมด สะท้อนภาพว่า ภาคส่งออกไทยที่ถูกนำด้วยผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่รายที่ส่งออกสินค้าหลายอย่างไปสู่ตลาดหลายแห่ง
ข้อสรุปของบทวิจัยนี้ ชี้ว่า การส่งออกของไทยมีความโดดเด่นใน 5 ประการ คือ 1.ภาคส่งออกไทยมีการกระจุกตัวในระดับที่สูงมาก 2.ผู้ส่งออกเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของบริษัทจดทะเบียน 3.บริษัทที่ส่งออกมีศักยภาพมากกว่าบริษัทอื่น 4.อัตราการหมุนเวียนของผู้ส่งออกในแต่ละปีอยู่ระดับสูง และ 5.การส่งออกเป็นกิจกรรมที่เปราะบางมาก โดยผู้ส่งออกที่เข้าตลาดส่วนมากไม่สามารถอยู่รอดได้เกิน 1 ปี
สำหรับผู้ประกอบการในภาคส่งออกของไทย โดยงานวิจัยด้านการค้าระหว่างประเทศช่วงหลังเน้นความสำคัญของการวิเคราะห์ระดับผู้ประกอบการซึ่งมีความหลากหลายมาก โดยความแตกต่างดังกล่าวมีส่วนสำคัญยิ่งในการอธิบายภาพรวมของการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้ภาพที่ลึกซึ่งเกี่ยวกับผู้ประกอบการ
ในเชิงนโยบาย การกระจุกตัวของการส่งออกบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่อาจกระจุกตัวเช่นกัน เมื่อพัฒนาการของภาคส่งออกโดยรวมขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะเจาะจงกับบริษัทบางราย หรือในตลาดบางแห่ง การใช้นโยบายการเงินที่มีผลกระทบในวงกว้าง เช่น นโยบายการเงินในการตอบสนองการเคลื่อนไหวของการส่งออกอาจไม่เหมาะสมเสมอไป
นอกจากนี้ การที่บริษัทส่งออกเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของผู้ประกอบการทั้งหมด ประกอบกับ นโยบายควรเน้นการเอื้อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถก้าวเข้ามาดำเนินกิจการส่งออกได้มากกว่า โดยอุปสรรคที่เป็นต้นทุนต่อการส่งออกมีหลายด้าน เช่น การขาดข้อมูลเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ กติกาในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ความยากลำบากในการหาช่องทางการกระจายสินค้า เป็นต้น การวางกรอบนโยบายสนับสนุนการส่งออกจึงควรพิจารณาพัฒนาการในระดับจุลภาคเพื่อได้ภาพเกี่ยวกับอุปสรรคที่แท้จริงในการส่งออกเหล่านี้มากขึ้น









