"พาณิชย์" เผย สินค้าอุตสาหกรรม-ตลาดหลักฟื้น ดันส่งออกเดือน ส.ค.พลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน คาดทั้งปียังไม่พ้นติดลบ ชี้แย่สุดไม่เกิน 1%
กระทรวงพาณิชย์รายงานการส่งออกเดือนส.ค. 2559 มีมูลค่า 18,825 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 6.5% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกรอบ 5 เดือนและมีอัตราขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 6 เดือน ส่วนการนำเข้ามูลค่า 16,697 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.5% ทำให้ส.ค.เกินดุลการค้า 2,128 ล้านดอลลาร์
การส่งออก 8 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) มูลค่า 141,007 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.2% นำเข้ามูลค่า 125,624 ล้านดอลลาร์ ลดลง 8.8% ทำให้ 8 เดือนเกินดุลการค้า 15,384 ล้านดอลลาร์
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เป็นกลุ่มที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้ง ในเดือนส.ค.ที่ 9.0% สินค้าสำคัญได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ขยายตัว 40.4% ไปตลาดออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ขยายตัว 44.5% ไปตลาดออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ยางขยายตัว 11% ส่งออกไป สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น
ส่วนสินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ ทองคำ ลดลง 45.6% น้ำมันสำเร็จรูป ลดลง 21.6% โทรทัศน์และส่วนประกอบ ลดลง 18.7% เม็ดพลาสติก ลดลง 6.8% เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ลดลง 1.3%
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง4.1% สินค้าสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ยางพารา ลดลง 31.9% โดยกลุ่มอาหารขยายตัว 8.7% น้ำตาลทราย ลดลง 21.4% ข้าว ลดลง 8% และอาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูปไม่รวมกุ้ง ลดลง 1.9%
ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรหลายรายการขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัว 16% ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปฮ่องกง อินโดนีเซีย และสหรัฐ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว 20.1% เป็นการส่งออกไปสหรัฐ ญี่ปุ่น และแคนาดา ไก่แปรรูป 11.2% ส่งออกไปญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ และยังมีสินค้าอื่นๆ ได้แก่ เครื่องดื่ม ส่งออกไปเวียดนาม พม่า และกัมพูชา
ชี้เลวร้ายสุดติดลบไม่เกิน 1%
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์การส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นมาจากสินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการขยายตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการลงทุนทั้งจากต่างประเทศมาไทยและไทยออกไปนอกประเทศ ทำให้การส่งออกจะยังต้องลุ้นต่อไปจากนี้ ประเมินว่าทั้งปี 2559 เลวร้ายสุดจะติดลบไม่เกิน 1% โดยจากนี้ไป 4 เดือนจากนี้จะต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์”
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่าการส่งออกปีนี้จะอยู่ในกรอบขยายตัว 0% ต้องส่งออกมูลค่าเดือนละ 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์ หากส่งออกมูลค่า 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยายตัว 0.3% และหากส่งออกมูลค่าเดือนละ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ จะขยายตัวได้ 3%
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า การส่งออกของไทยได้รับผลจากภาคการลงทุน ทั้งจากการลงทุนต่างประเทศมาไทย ในช่วงที่เหลือของปีนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ และเร็วๆ นี้จะเยือนฝรั่งเศส และเยอรมนี เพื่อดึงการลงทุน เพื่อผลักดันให้มีทุนจากต่างประเทศมาไทยเนื่องจากพบว่าการที่เวียดนามการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องสาเหตุสำคัญมาจากการลงทุนต่างประเทศในเวียดนามและส่งออก ขณะเดียวกันจะเร่งผลักดันให้ทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศซึ่งมีศักยภาพที่น่าสนใจได้แก่ อาเซียนและยุโรป
คาดส่งออกปีนี้ขยายตัวในกรอบ1.0-0.0%
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกปีนี้ จะขยายตัวในกรอบ 1.0-0.0% ภายใต้สมมติฐาน อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้ จะขยายตัว 3.1% จากการขยายตัวของเศรษฐกิจหลักคือสหรัฐและจีน อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า
คาดว่าอีก 4 เดือนจากนี้ จะอยู่ที่ 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์ และทั้งปีเฉลี่ย 35-37 บาทต่อดอลลาร์ ่ซึ่งเป็นการอ่อนค่าจากปี 2558 จากปัจจัย ธนาคารกลางสหรัฐ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยใน ธ.ค.นี้ ธนาคารกลางของญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยูโรโซน มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม ผลการเลือกตั้งสหรัฐไม่ส่งผลกระทบให้มีความผันผวนการเคลื่อนย้ายเงินทุน
ราคาน้ำมันดิบดูไบ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วงปลายปี 2559 เฉลี่ยที่ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนวโน้มราคาสินค้าเกษตร และราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2558
นักวิเคราะห์มองฟื้นตัวอาจไม่ยั่งยืน
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า แม้การส่งออกเดือนส.ค.จะกลับมาเติบโตได้ค่อนข้างดี แต่ยังมีคำถามที่สำคัญว่า การเติบโตเหล่านี้จะยั่งยืนหรือไม่
“เราพยายามทำความเข้าใจอยู่ว่า สาเหตุที่ตัวเลขส่งออกกลับมาบวกได้ค่อนข้างดี มาจากอะไร ซึ่งเท่าที่อ่านรายละเอียดดู มาจากการส่งออกยานยนต์และเหล็ก”
นายอมรเทพ กล่าวว่า ในส่วนของยานยนต์นั้น แม้ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์จะขยายตัวได้สูงมากที่ 40.4% แต่เท่าที่ดูตัวเลขของหน่วยงานอื่นๆ เช่น สถาบันยานยนต์ ทางสำนักวิจัยฯ ก็ไม่พบสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน จึงยังมีคำถามว่า การฟื้นตัวเหล่านี้ จะยั่งยืนหรือไม่
ส่วนการส่งออกเหล็กนั้น ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เกิดจากการส่งออกไปตลาดซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ที่ค่อนข้างดี อันเนื่องมาจากธุรกิจการก่อสร้างขยายตัวดี แต่ประเด็นนี้ยังมีคำถามเช่นกันว่า การผลิตเหล็กจากทั่วโลกในขณะนี้ยังมีกำลังผลิตส่วนเกินเหลือค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากจีน จึงเกรงว่าการส่งออกเหล็กในระยะข้างหน้า การฟื้นตัวอาจจะไม่ยั่งยืนเช่นกัน
“คำถามหลักๆ ที่เราห่วง คือ การฟื้นตัวเหล่านี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่ในอนาคต”
นอกจากนี้ถ้าดูตัวเลขการนำเข้าแม้จะดีขึ้น แต่ก็ยังหดตัว 1.5% สะท้อนถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ค่อยดีนัก และการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อการผลิตและส่งออก ดังนั้นหากการลงทุนเหล่านี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ อาจจะมีผลต่อการส่งออกได้เช่นกัน
ชี้ขยายตัวเกินคาดจากราคา
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย(ทีเอ็มบี) กล่าวว่า ตัวเลขส่งออกเดือนส.ค.ที่ออกมา ค่อนข้างเซอร์ไพร์สเพราะไม่คิดว่าจะเติบโตได้ดีขนาดนี้ ซึ่งการเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากราคาเป็นหลัก ขณะที่การส่งออกในเชิงปริมาณก็ถือว่ายังขยายตัวได้ดีพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี ยังเชื่อว่า การส่งออกที่เติบโตดีในเดือนส.ค.อาจจะไม่ยั่งยืน เพราะถ้าดูการส่งออกของประเทศอื่นๆ เช่น จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ยังสะท้อนภาพของการชะลอตัว มีเพียงเวียดนามประเทศเดียวเท่านั้นที่การส่งออกขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการเปิดตลาดสินค้าส่งออกใหม่ๆ
“การส่งออกเหล็กที่เติบโตดีในเดือนส.ค. ส่วนใหญ่มาจากเรื่องของราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเรามองว่ากำลังการผลิตส่วนเกินของเหล็กจากทั่วโลกยังมีค่อนข้างมาก ราคาที่ปรับดีขึ้นจึงอาจจะไม่ยั่งยืน ซึ่งถ้าราคาปรับลดลงมาก็คงจะมีผลต่อมูลค่าการส่งออกเช่นกัน”
ส่วนการส่งออกยานยนต์ที่ขยายตัวดีนั้น โดยปกติแล้วการส่งออกยานยนต์จะขึ้นกับโมเดลของรถยนต์ด้วย ถ้ามีโมเดลใหม่ๆ ออกมาในช่วงนั้นการส่งออกก็จะดี ในอดีตเราจะเห็นว่าการส่งออกยานยนต์มักจะดีเป็นช่วงๆ เท่านั้น









