"อรรชกา"มั่นใจปีหน้ายอดขอบีโอไอ สูงกว่าปีนี้ ระบุ นักลงทุนญี่ปุ่น ทุ่ม 652 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตอาหารทางการแพทย์แห่งแรกในไทย
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ น่าจะเป็นไปตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5.5 แสนล้านบาท และคาดว่าในปีหน้ายอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนน่าจะมีมากกว่าในปีนี้ เนื่องจากจะเริ่มมีการใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนที่แก้ไขใหม่ ที่เพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 13 ปี ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการดึงเข้ามาลงทุนจริงๆ พ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 1 หมื่นล้านบาท และพ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
โดยเฉพาะในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คาดว่าจะมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ และยา ก็มีต่างชาติให้ความในใจสูง ล่าสุด บริษัทไทยโอซูก้า จำกัด ก็ได้เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารสำหรับผู้ป่วย เพื่อป้อนคตลาดภายในประเทศ และส่งออก
ด้าน นายชินสึเกะ ยูอาสะ ประธานบริษัทไทยโอซูก้า จำกัด ระบุว่า บริษัทฯได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารสำหรับผู้ป่วยแห่งแรกในไทย มูลค่าการลงทุน 652 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯมีกำลังผลิตในไทยรวมกว่า 3พันตันต่อปี โดยจะเดินเครื่องผลิตได้ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะขยายโรงงานผลิตน้ำเกลือสำหรับผู้ป่ายในไทย มูลค่าการลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท เพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ 2 โรงงาน ครองสัดส่วนการตลาดในไทยอันดับ 1 กว่า 40%
“การที่รัฐบาลไทยออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องมือการแพทย์นี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก และมาตรการส่งเสริมที่ออกมาก็ตรงกับความต้องการของนักลงทุน ทำให้มั่นใจว่าในอนาคตจะมีต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้อีกมาก”
สำหรับโรงงานผลิตอาหารเพื่อผู้ป่วยที่ตั้งใหม่นี้ ในปีแรกคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 300 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะเป็นการส่งออกประมาณ 15% ที่เหลือจำหน่ายภายในประเทศ และตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จะเพิ่มยอดขายให้ได้ 1 พันล้านบาท และมีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มเป็น 30% ซึ่งตลาดหลักจะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยในปัจจุบันตลาดอาหารทางการแพทย์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้ตั้งศูนย์วิจัย และร่วมมือกับอาจารย์จากโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการพัฒนาอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เป็นคนไทยและชาวเอเชียโดยเฉพาะ โดยสินค้าหลักของโรงงานขณะนี้จะเป็นอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ อาหารเพื่อผู้ป่วยเบาหวาน อาหารเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และอาหารสำหรับผู้ป่วยทั่วไป และในอนาคตจะขยายการวิจัยไปสู่อาหารสำหรับผู้ป่วยในโรงต่างๆ ซึ่งการทีเข้ามาตั้งโรงงานในไทย จะทำให้ผู้ป่วยชาวไทยได้อาหารทางการแพทย์ในราคาที่ลดลง และบริษัทฯยังมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเพียงอย่างเดียว







