วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความในใจ“มนัส”เชือดยิ่งลักษณ์:ผมทำตามที่คิดว่าถูกแล้วสบายใจ

มนัส แจ่มเวหา อธิบดีบัญชีกลางที่จะเกษียณราชการในอีก4-5วันข้างหน้าเปิดหมดเปลือกการพิจารณาความเสียหายคดีจำนำข้าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์

หลังจากคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง มีมติเอกฉันท์ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จ่ายชดเชยค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาโครงการเป็นเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 20% ของมูลค่าความเสียหายจำนวน 2 โครงการปีการผลิต2555/2556 และ ปีการผลิต 2556/2557 วงเงินรวม 1.78 แสนล้านบาท

“มนัส แจ่มเวหา”อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดใจในงานเลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชนก่อนเกษียณอายุราชการช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่าได้ลงนามการพิจารณาคดีดังกล่าวไปตั้งแต่เมื่อเย็นวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับส่งผลสรุปไปยังรองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้บังคับบัญชาพิจารณา ก่อนส่งต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้เสียหาย เพื่อลงนามเรียกค่าชดเชยแก่นางสาวยิ่งลักษณ์ต่อไป

“มนัส”เปิดใจต่อกรณีดังกล่าวเมื่อถูกถามว่า หนักใจต่อการพิจารณาคดีดังกล่าวหรือไม่ เพราะเป็นการพิจารณาคดีทางแพ่งที่ผู้ร้องส่งมูลค่าความเสียหายมาให้คณะกรรมการชุดนี้พิจารณารวมกว่า 2.8 แสนล้านบาท ทั้งยังเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่มีตำแหน่งสูงสุดเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีอิทธิพลต่อการเมืองในประเทศด้วย มนัส บอกชัดเจน“ไม่รู้สึกหนักใจ”เพราะได้ทำสิ่งที่ถูกที่ควรตามกฎหมายแล้ว

มนัส บอกด้วยว่า "ผมขอถือโอกาสเล่าเรื่อง ผมจบนิติศาสตร์ มีเพื่อนเป็นผู้พิพากษาเยอะ เย็นวันหนึ่งในวงดื่ม ผมถามผู้พิพากษาที่เป็นเพื่อนอยู่ 2 คนว่าเวลาตัดสินประหารชีวิต ทำอย่างไร? คนหนึ่งบอกว่าพูดตรงๆ นะ ตอนเช้าก็ไปทำบุญใส่บาตร อุทิศส่วนบุญกุศลให้ อีกคนบอกว่า เฮ้ย! กูทำถูกแล้วว่ะ ทำไมต้องใส่บาตรให้ ฉะนั้นเมื่อทำถูกแล้ว ทำไมต้องใส่บาตร
ผมก็นั่งคิด เขาเองไม่ได้ตั้งใจทำผิด โดยพิพากษาให้คนๆ นั้นตายด้วยการตัดสินประหารชีวิต เขาทำตามกฎหมายหน้าที่อย่างที่ถูกที่ควร ฉะนั้น ผมก็คิดว่า เมื่อผมทำถูกต้อง แล้วคณะกรรมการก็ทำสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว ไม่ได้กลั่นแกล้ง หรือทำตามกระแส หรือถูกใครเอาปืนมาจี้หรือเปล่า ก็ไม่มี ผมทำตามที่ผมคิดว่าทำถูกแล้ว ผมก็สบายใจ จบ"

“มนัส”ยืนยันว่า การตัดสินให้“ยิ่งลักษณ์”ต้องชดใช้สัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย ทำบนหลักการที่ได้ปฏิบัติกันมา และเป็นไปตามมาตรา 8 ของพ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด ที่ระบุว่า การคิดความเสียหายจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและเป็นธรรมแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดยไม่ต้องให้ชดใช้เต็มจำนวนของความเสียหายกรณีที่เกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน กรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบ 20% ในฐานะผู้บังคับบัญชา

“เราเดินตามแนวที่ให้ความเป็นธรรม สมมติเราไปเอาเขาเต็ม แล้วเขาบอกว่า เราทำผิดกฎหมาย และศาลปกครองก็ยกฟ้อง ถ้าศาลปกครองยกฟ้องแปลว่า เรียกความเสียหายไม่ได้ ถือว่าเราทำตามกฎหมาย และผมเป็นข้าราชการ ถ้าทำไม่ถูก ผมก็โดนมาตรา157 เรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่”

การพิจารณาคดีดังกล่าวนั้น ได้ใช้เวลานานหลายเดือนนับจากต้นปีที่ผ่านมา หลังได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณา คณะกรรมการใช้เวลาในประชุมเพื่อพิจารณารวม 13 ครั้ง โดยคณะกรรมการพิจารณาร่วมมีจำนวน 6 คน มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึง ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง และ กรมบัญชีกลาง

“ยอมรับว่า คณะกรรมการฯได้ใช้เวลาในการพิจารณาอย่างเหมาะสมแล้ว คณะกรรมการได้มีข้อถกเถียงและพิจารณาบนฐานข้อมูลที่มีเพื่อให้เกิดความรอบคอบเป็นธรรมต่อผู้ถูกร้อง”

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า มีความเป็นไปได้ที่“ยิ่งลักษณ์”จะฟ้องศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนมติดังกล่าว ฉะนั้นแม้ผมจะเกษียณราชการไปแล้ว ก็อาจจะเห็นผมเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวศาลปกครอง