วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลุ่ม ‘สาธารณูปโภค’ แห่ขายไอพีโอ

ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน "6 บริษัท" จ่อขายไอพีโอ ระดมทุนขยายธุรกิจ โบรกยกเป็นกลุ่มเหมาะลงทุนหลบภาวะตลาดผันผวน

จากการรวบรวมไฟลิ่งพบว่า มีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานและสาธารณูปโภค เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 6 ราย ได้แก่ บีซีพีจี (BCPG) บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ (UU) บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) และดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP)

โดยบีซีพีจี เป็นบริษัทแรกของกลุ่มที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 28 ก.ย. นี้ หลังจากเปิดจองซื้อหุ้น จำนวน 590 ล้านหุ้นราคาหุ้นละ 10 บาท ไปแล้ว

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล รองประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) คาดว่า จะสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนได้ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2560 โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนทั่วไป แม้ภาวะตลาดจะค่อนข้างผันผวน แต่ด้วยธุรกิจที่สร้างรายได้แน่นอน ซึ่งประกอบด้วยพลังงานและสาธารณูปโภค น่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน

“ที่ผ่านมาแม้ตลาดโดยรวมจะลดลง แต่หุ้นที่มีผลประกอบการดีราคาก็ไม่ได้ลดลงมากนัก และด้วยพื้นฐานของฑธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งมีรายได้แน่นอน ทำให้หุ้นเหล่านี้มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดค่อนข้างผันผวน และที่ได้คุยกับกองทุนต่างชาติ เขาก็ค่อนข้างชอบธุรกิจในลักษณะนี้”

จุดเด่นของบริษัทนี้คือ มีธุรกิจหลักอยู่ในกลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค ขณะเดียวกันธุรกิจนี้ก็เป็นการสนับสนุนให้กับกลุ่มธุรกิจของบริษัท อย่างนิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า ทำให้ความเสี่ยงลดลง นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจอีกมาก อย่างธุรกิจพลังงานนั้น ปัจจุบันดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วประมาณ 300 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 500 เมกะวัตต์ในปี 2562 ซึ่งยังไม่รวมถึงโอกาสในการพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะ และโซลาร์รูฟ ซึ่งบริษัทมีพื้นที่รองรับอยู่ 2 ล้านตารางเมตร

ด้านบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเมื่อนับตามกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 โดยลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าจำนวนทั้งสิ้น 43 โครงการ ผ่านการถือหุ้นในบริษัทย่อย และบริษัทร่วมค้า

โดยในปี 2564 บริษัทคาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 2,383.1 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2,137.3 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 114.2 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 102.6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม 16 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง 13 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้งรวม 500 ตันต่อชั่วโมง

ด้านนางสาวธีระดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่บริษัทเหล่านี้เข้ามาระดมทุนมากขึ้นในช่วงนี้น่าจะเป็นเพราะภาวะตลาดโดยรวมที่กลับมาซื้อขายกันคึกคักอีกครั้ง สำหรับธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคนี้มีจุดเด่นคือ รายได้ที่สม่ำเสมอและค่อนข้างมั่นคง ถือเป็นหุ้นประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำ (Defensive Stocks)

“โดยภาพรวมแล้วหุ้นกลุ่มนี้จะมีความน่าสนใจมากขึ้นในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอน เพราะด้วยรายได้ที่มั่นคง ทำให้ผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ น้อยกว่า แต่ในมุมกลับกันหากตลาดอยู่ในภาวะกระทิงมากๆ หุ้นเหล่านี้ก็อาจจะปรับตัวขึ้นได้ต่ำกว่าตลาด”

สำหรับความน่าสนใจในการเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นไอพีโอนั้น แม้โดยภาพรวมจะเป็นธุรกิจที่มีจุดเด่นคล้ายกันคือรายได้ที่มั่นคง แต่นักลงทุนคงต้องพิจารณาพื้นฐานเป็นรายตัวไป โดยเฉพาะในเรื่องของโอกาสที่โครงการลงทุนจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ระยะเวลาในการพัฒนาโครงการ รวมไปถึงแผนในการขยายงานที่ต่อเนื่องในอนาคต