วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปราบ'ทัวร์ศูนย์เหรียญ' ฉุดนักท่องเที่ยวจีนลดเกินคาด

"ธปท." จับตาผลกระทบทัวร์ศูนย์เหรียญ ฉุดนักท่องเที่ยวจีนลดเกินคาด หวั่นกระทบภาครวมเศรษฐกิจ พร้อมเกาะติดผลกระทบเศรษฐกิจโลก

ภาคท่องเที่ยวที่มีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในปีนี้อาจแผ่วลง จากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาล กระทบต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นกลุ่มหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงรายงานนโยบายการเงิน ฉบับเดือนก.ย.2559 ว่า กนง. อยู่ระหว่างติดตามผลกระทบจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ที่อาจกระทบจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปี 2560

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าคาด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลก แต่การจัดระเบียบผู้ประกอบการทัวร์ศูนย์เหรียญสร้างความกังวลให้ผู้ประกอบการพอสมควรทำให้ กนง.ต้องทบทวนตัวเลขนักท่องเที่ยวใหม่จากเดิมที่คาดว่าจะกระทบจำนวนนักท่องเที่ยว 1 แสนคนในปีนี้และ 2 แสนคนในปีหน้า

ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อจีดีพี 15% เพิ่มขึ้นจากในช่วง 5 ปีก่อน ที่มีสัดส่วนเพียง 9-10%เท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในไทยมากช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้เอง

“ผลกระทบด้านลบแน่ๆ ในปีนี้และปีหน้าและน่าจะมากกว่าที่คาดไว้ เราคงต้องประเมินใหม่แต่ขณะนี้ยังระบุตัวเลขผลกระทบไม่ได้ เพราะเรารอดูว่าผู้ประกอบการจะมีปฏิกิริยาอย่างไร และรัฐจะดูแลอย่างไร ซึ่งยังไม่มีอะไรชัดเจน เพราะผู้ประกอบการกังวลว่า รัฐบาลจะตีความอย่างไร และต้องรอดูการยกเลิกไฟลต์หรือยกเลิกเที่ยวบินด้วย รวมถึงขึ้นกับรัฐบาลด้วยว่าจะมีนโยบายสร้างความเข้าใจอย่างไร นั่นคือประเด็นสำคัญว่าจะตีความคำว่านอมินีอย่างไร”

ห่วงเอกชนรับมือเศรษฐกิจช็อกได้น้อย

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ กนง.พิจารณาคือ ความสามารถในการรองรับช็อกทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนที่ยังมีน้อยกว่าคาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก เห็นได้จากหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ซึ่งอาจจะฉุดกาฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคและบริโภคเช่นบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลที่ยังเพิ่มขึ้น แม้อัตราเร่งจะไม่มากแล้วก็ตาม

วิตกลงทุนบอนด์เสี่ยงสูงเสี่ยงเศรษฐกิจ

นายจาตุรงค์ กล่าวว่า กนง.ยังติดตามความเสี่ยงจากพฤติกรรม search for yield หรือการลงทุนของประชาชนในสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อหาผลตอบแทนในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะ ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต ซึ่งผู้ซื้อต้องทำความเข้าใจและผู้ขายต้องให้ข้อมูลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กนง.ยังมองว่า นโยบายการเงินในปัจจุบัน ยังเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดต่ำลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ และยังมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปลายปีนี้

ยันบาทไม่แข็งค่าเกินเทียบคู่ค้า

สำหรับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งบ้างแต่ยังสอดคล้องกับภูมิภาคและไม่ได้แข็งค่าเมื่อเทียบตะกร้าคู่ค้า ซึ่งเงินบาทที่แข็งค่าสาเหตุหลักมาจากเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศเกิดใหม่ทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดทุน ขณะที่ความผันผวนยังคงมีต่อเนื่องจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างยุโรปและญี่ปุ่นที่จะมีเม็ดเงินกระจายมาภูมิภาคมากขึ้น

“นโยบายการเงินในประเทศหลักยังผ่อนคลายมากขึ้น สหรัฐเองก็จะขึ้นดอกเบี้ยแม้ครั้งนี้จะคง แต่เดือน ธ.ค.ตลาดมองว่าอาจปรับขึ้นได้ ดังนั้นระยะสั้น สภาพคล่องในโลกจะมีมากขึ้นที่อาจไหลเข้าประเทศเกิดใหม่ แต่ก็ไม่อยากคาดเดาได้ และอาจมีการไหลกลับหากมีเหตุไม่คาดคิดทั้งในประเทศและนอกประเทศ”

ทั้งนี้ กนง. เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น

ในระยะต่อไป กนง. เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง และพร้อมที่จะใช้ เครื่องมือเชิงนโยบายท่ี่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่กับ การรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ

แนะภาครัฐเร่งลงทุนหนุนเศรษฐกิจ

นายจาตุรงค์ กล่าวว่า การใช้จ่ายภาครัฐหากทำได้เร็วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่าคาดจึงอยากให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามแผน

ขณะที่การประชุม กนง.ทึ่ผ่านมาได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ว่าปีนี้จีดีพีจะโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จาก 3.1% ที่เคยประเมินในช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 3.2% ในรอบนี้ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.3% ในปีนี้และ2%ในปีหน้า

เศรษฐกิจปี 2559 ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาดีกว่าคาด ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวที่มีมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ และในช่วงนั้นยอดขายรถยนต์ก็สูง จากการออกรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ทำให้การบริโภคภาคเอกชนในปีนี้ยังขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้และในระยะถัดไปน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปขณะเดียวกันการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐก็ทำได้ต่อเนื่อง

ขณะที่การส่งออกยังหดตัวมากกว่าคาดจากเศรษฐกิจโลกและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังกดดันโดยปีนี้คาดว่าการส่งออกจะหดตัว2.5%ในปีนี้และหดตัว 0.5% ในปีหน้าจากผลกระทบเบร็กซิท

“ภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า ที่เคยประเมินไว้จากผลเบรกซิท ที่ทำให้เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชีย”