"ธปท."เตือนธุรกิจบริหารความเสี่ยงรับตลาดเงิน-ทุนป่วน จากแนวโน้มเฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้บาทแข็งช่วงสั้น "กอบศักดิ์" คาดธ.ค.นี้ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรง
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และนักวิเคราะห์เตือนรับความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก หลังสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ชี้ชัดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ แม้การแถลงของเฟดจะเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดปรับตัวกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
คณะกรรมการนโยบายการเงิน(เอฟโอเอ็มซี)ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงดอกเบี้ยที่ 0.25-0.5% หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม พร้อมระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่เศรษฐกิจยังมีสัญญาณของความอ่อนแอในบางส่วน พร้อมปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เหลือ 1.8% จากคาดการณ์เดือนมิ.ย.ว่าจะขยายตัว 2%
อย่างไรก็ตาม เฟดแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีดตัวขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง และแสดงท่าทีว่าน่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนปีหน้าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง กระนั้นในระหว่างนี้เฟดต้องการพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการจ้างงานเต็มที่และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 2%
นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด กล่าวว่าเฟดมองว่าเหตุผลสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยมีมากขึ้น แต่ต้องรอดูหลักฐานเพิ่มเติมว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจมุ่งสู่จุดที่เฟดกำหนดไว้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าแม้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำแต่สหรัฐไม่ได้เผชิญปัญหาเหมือนที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ และปฏิเสธการกล่าวหาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ที่ว่านางเยลเลนเป็นเครื่องมือของประธานาธิบดีบารัก โอบามา โดยนางเยลเลนกล่าวว่าการเมืองไม่มีบทบาทในการตัดสินใจของเฟด
นางเยลเลน กล่าวว่า เฟดต้องหาแนวทางที่สมดุล เพราะต้องไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยอันจะฉุดรั้งการเติบโต หรือไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินจากการผ่อนคลายทางการเงิน โดยนางเยลเลนระบุว่าอัตราการสร้างงานที่เดือนละ 180,000 ตำแหน่ง ไม่ถือเป็นการสร้างงานที่ยั่งยืนในระยะยาว
เงินเอเชียแข็งค่า เฟดคงดอกเบี้ย ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ
ค่าเงินเอเชียแข็ง-หุ้นทะยาน
ค่าเงินเอเชียปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เช่นเดียวกับตลาดหุ้น หลังเฟดคงดอกเบี้ย เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายดอลลาร์และหันไปถือครองเงินสกุลอื่นที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า โดยเงินวอนเกาหลีใต้ทะยานขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ แข็งค่าขึ้น 1.6% เงินรูเปี๊ยะห์อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 0.3% หรือมากสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์เช่นกัน เงินริงกิตมาเลเซียแข็งค่า 0.8% หรือมากที่สุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ และดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้น 0.6%
นายฉี เกา นักวิเคราะห์แห่งสโกเทียแบงก์ กล่าวว่าค่าเงินตลาดเกิดใหม่เอเชียจะได้ประโยชน์จากสภาพคล่องที่ล้นเกินในโลกที่มองหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
เตือนบริหารความเสี่ยงรับตลาดป่วน
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวว่า แนวโน้มเงินสกุลภูมิภาคส่วนใหญ่รวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้นหลัง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากผลการประชุมเป็นไปตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งแถลงการณ์ของเฟดเริ่มแสดงความมั่นใจถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น รวมทั้งกล่าวถึงความเป็นไปได้ ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้
ขณะที่เงินบาทช่วงเช้าวานนี้ (22 ก.ย.) เปิดตลาดที่ 34.64-34.67 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 0.3% จากวานนี้ ตอบรับข่าวเฟดคงอัตราดอกเบี้ย
นางจันทวรรณกล่าวว่า การแข็งค่าของเงินสกุลต่างๆ น่าจะเป็นการตอบสนองของตลาดในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังคงต้องติดตามปฏิกิริยาของตลาดต่อไป เพราะยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟด และของประเทศหลักอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้ปรับกรอบการดำเนินมาตรการนโยบายการเงิน ที่จะเข้าดูแลระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวด้วย นอกเหนือไปจากการเข้าซื้อสินทรัพย์และการใช้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นติดลบ
ดังนั้น ปัจจัยภายนอกยังเป็นสิ่งที่กระทบภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดโลก ทุกฝ่ายจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรองรับกับความผันผวนในอนาคต
“กอบศักดิ์”ชี้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยธ.ค.
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งที่ผ่านมาว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือการส่งสัญญาณของเฟดที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมในเดือน ธ.ค.ปีนี้
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าในการประชุมครั้งนี้ เอฟโอเอ็มซี 3 คน ที่ตัดสินใจว่าควรมีการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูง เนื่องจากปกติกรรมการจะมีความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมด
“มีกรรมการถึงสามคนที่โหวตว่าควรขึ้นดอกเบี้ยซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูง ดังนั้นสัญญาณจากครั้งนี้จึงบ่งบอกว่าในเดือน ธ.ค.จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างแน่นอน ส่วนในปีหน้าสหรัฐฯก็จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยโดยมีการคาดการณ์ไว้แล้วว่าในปีหน้าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 2-3 ครั้งจากการประชุมทั้งหมด 8 ครั้งโดยจะพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจเป็นสำคัญ”นายกอบศักดิ์กล่าว
สศค.ชี้เฟดคงดอกเบี้ยหนุนเงินไหลเข้า
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ( สศค.) กล่าวว่ามติของเฟดเป็นผลดีต่อตลาดด้วย เนื่องจากเงินทุนไม่มีการเคลื่อนย้ายไหลออกจากประเทศไปมาก ส่วนอัตราเงินแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนมากหรือน้อยแค่ไหน ทาง ธปท.ดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
ประกอบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในอัตราที่สูง และเศรษฐกิจของไทยยังคงขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ที่จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากขยายตัวได้ดี ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น
ทีเอ็มบี-กสิกรคาดกนง.คงดอกเบี้ยถึงปีหน้า
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมินว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่จะเกิดขึ้นต่อไป จะไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดการเงินไทยมากนัก เพราะเศรษฐกิจไทยยังเติบโตดีขึ้นสวนทางกับเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว
นอกจากนี้มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยัง “คง” ดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ 1.50% ถึงกลางปีหน้าหรือจนกว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าระดับดอกเบี้ยนโยบายไทย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทและจับตาทิศทางดอกเบี้ยและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด เพราะการคาดการณ์ดังกล่าวอาจถูกกระทบด้วยปัจจัยอื่นๆ จนผลลัพธ์กลับสวนทางได้ในภาวะตลาดที่ผันผวน เช่นในปลายปีที่ผ่านมาที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยได้ 0.25%
สอดคล้องกับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่า เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ท่ามกลางแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ยังต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกว่าจะกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่ ธนาคารกลางอื่นๆ ยังคงมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ต่อเนื่อง อาจเอื้อให้จังหวะการดำเนินนโยบายการเงินของไทยสามารถมีภาพที่แตกต่างไปจากเฟดได้อีกระยะหนึ่ง
คาดว่า ธปท. อาจยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องในปีข้างหน้า เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย









