วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"สิงห์"ทุ่มเกือบ 5,000 ล้าน ผุดฮับเมืองนวัตกรรมอาหารโลก

"สิงห์"ทุ่มเกือบ 5,000 ล้าน ผุดฮับเมืองนวัตกรรมอาหารโลก เดินเกมขยายธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ เพิ่มสัดส่วนรายได้ 35% ในปี 2561

นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัททุ่มงบประมาณ 4,800 ล้านบาท เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหรรมบนพื้นที่เกือบ 2,000 ไร่ ที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง

พร้อมกันนี้ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง(เอ็มโอยู)กับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสถาบันอาหาร, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอี แบงก์) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) พัฒนานิคมฯดังกล่าวเป็นโครงการ “World Food Valley Thailand” ให้เป็นศูนย์กลาง(ฮับ)การผลิตและแปรรูปสินค้าอาหารด้วยนวัตกรรมระดับภูมิภาคของอาเซียน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว แบ่งการดำเนินงานเป็นทั้งหมด 3 เฟส และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 3-5 ปี เบื้องต้นใช้ลงทุนเป็น 4,000 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่การพัฒนา 1,200 ไร่ ให้เป็นเมืองนวัตกรรมอาหารครบวงจร และอีก 800 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งบำบัดน้ำเสียในนิคมฯ ส่วนอีก 800 ล้านบาท ลงทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวลกำลังการผลิต 115 เมกะวัตต์ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อต้นปี    

“โครงการเวิลด์ ฟูด วัลเลย์ ไทยแลนด์ของเราเป็นฮับในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างดี เพราะหากพิจารณาจุดยุทธศาตร์ในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามหรือซีแอลเอ็มวี ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกอาหาร และอาหารไทยยังเป็นที่ยอมรับมากสุดของโลก หากเราเริ่มโครงการโดยมีภาครัฐส่งเสริม คาดว่าจะดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนไทยมากขึ้นด้วย ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนญี่ปุ่นแสดงความสนใจในโครงการนี้แล้ว”

+ตอบโจทย์ธุรกิจอาหารครบวงจร

สำหรับภายในโครงการจะมีบริการให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแบบครบวงจรในจุดเดียว(One stop service) ตั้งแต่ต้นน้ำ พลังงาน การขนส่งสินค้า การส่งออก การขออย.การจดสิทธิบัตรต่างๆ ซึ่งจะคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้มหาศาล ขณะเดียวกัน การปรับมาตรฐานสินค้าให้มีนวัตกรรม และมีมาตรฐานระดับโลก จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มด้านผลิตภัณฑ์ได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะคุ้มค่าต่อการลงทุน

นอกจากนี้ สิงห์จะให้ความช่วยเหลือด้านการสร้างแบรนด์ และการทำวิจัยความต้องการตลาดอาหารในต่างประเทศด้วย เนื่องจากบริษัทมีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจเครื่องดื่มเบียร์กว่า 40-50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอาหารอยู่แล้ว ซึ่งแนวโน้มตลาดโลกพบว่าธุรกิจอาหารมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ

 “มองว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนได้มาก เพราะแค่พลังงานและขนส่ง โดยทั่วไปคิดเป็นต้นทุนของการผลิตมากถึง 30-40% แต่โครงการนี้คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ 10-15% เพราะเมื่อบริการครบวงจร ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาในการขอสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ การจดสิทธิบัตร การขออย. และการส่งออก ซึ่งบางเรื่องใช้เวลาดำเนินการเป็นปี ประเด็นนี้เรากำลังหารือกับหน่วยงานภาครัฐในการให้บริการทุกอย่างในจุดเดียว ซึ่งอาจจะต้องมีหน่วยงานอื่นมาร่วมด้วย เช่น กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยินดีจะประสานเรื่องดังกล่าวให้”

++รุกเสาหลักอาหาร

ปัจจุบันสิงห์ มีการดำเนินธุรกิจใน 5 เสาหลัก ประกอบด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, อาหารและเครื่องดื่ม, อสังหาริมทรัพย์, บรรจุภัณฑ์ และธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งการพัฒนาโครงการเวิลด์ ฟูด วัลเลย์ ไทยแลนด์ ยังสอดคล้องกับนโยบายของสิงห์ ที่ต้องขยายธุรกิจสู่กลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นนอนแอลกอฮอล์มากขึ้น เพื่อผลักดันสัดส่วนรายได้ให้เพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2561จากเดิมอยู่ที่ 20% และธุรกิจแอลกอฮอล์ 80%

ทั้งนี้ สิงห์มีบริษัทในเครือกว่า 100 บริษัท แบ่งเป็นธุรกิจอาหารมากกว่า 8 บริษัท (ไม่รวมต่างประเทศ) ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีขนาดเล็กอยู่ หลังดำเนินโครงการดังกล่าว มีความเป็นไปได้ที่จะนำธุรกิจอาหารในเครือมาตั้งที่นี่ เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้าได้ แต่ต้องขึ้นกับศักยภาพและความพร้อมของบริษัทด้วย

เบื้องต้น ในโครงการเวิลด์ ฟูด วัลเลย์ ไทยแลนด์ บริษัทได้สร้างโรงสีข้าวพันดีอยู่แล้ว ซึ่งมีกำลังการผลิตข้าวขาว 800 ตันต่อวัน และข้าวนึ่งเพื่อส่งออก 100% กำลังการผลิต 1,000 ตันต่อวัน รวมทั้งมีโรงงานผลิตน้ำมันรำข้าวดิบ และเตรียมผลิตเป็นสินค้าเพื่อบริโภคและสร้างแบรนด์ทำตลาดในเร็วๆนี้  

“ความท้าทายเป็นเรื่องการที่สิงห์ต้อง diversify ธุรกิจ ในประเทศก็ต้องมุ่งขยายนอนแอลกอฮอล์ ส่วนต่างประเทศ ยังเป็นธุรกิจเบียร์ ให้ความสำคัญกับ CLMV นอนแอลกอฮอล์ 20% คณสันติเคยตั้งเป้าให้ได้ 35% ในปี 2561 ภายใน 3 ปีน่าจะถึง เรามีไปร่วมทุในเวียนาดดี ส่งออกก็ค่อนข้างดีในประเทศเพื่อนบ้าน มองทำยังไง ขยายฐาน ซีแอลเอ็มวี 15% ของเบียร์ทั้งหมด”

+ภาพรวมบริษัทโตทรงตัว

สำหรับภาพรวมบริษัทปีนี้ การว่าจะเติบโตในระดับทรงตัว เนื่องจากสถานการณ์ครึ่งปีแรกมีปัจจัยลบภายนอกประเทศ กระทบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่แนวโน้มไตรมาสปรับตัวดีขึ้น โดยในไทยยังเดินหน้าขยายธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ ส่วนต่างประเทศยังให้ความสำคัญในการขยายตลาดเบียร์ ล่าสุดบริษัทได้นำเบียร์สิงห์เข้าไปจำหน่ายในประเทศเวียดนาม ผ่านการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าของกลุ่มมาซานกรุ๊ป(Masan group) ขณะเดียวกันเร็วๆนี้จะนำผลิตภัณฑ์ในเครือของมาซาน กรุ๊ป เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ บริษัทมองหาโอกาสการลงทุนและซื้อกิจการ (M&A) อย่างต่อเนื่อง หากตลาดมีศักยภาพก็พร้อมเข้าไปลงทุน ส่วนกระแสข่าวที่รัฐวิสาหกิจของเวียดนามต้องการขายหุ้นบางส่วนในบริษัท ไซ่ง่อน แอลกอฮอล์ เบเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น(ซาเบคโค) และบริษัท ฮานอยเบียร์ แอลกอฮอล์แอนด์เบเวอเรจ ส่วนตัวไม่สนใจเข้าประมูล ส่วนบริษัทจะสนใจหรือไม่ไม่สามารถให้ข้อมูลได้

“การซื้อมาซาน กรุ๊ป เพราะมองเรื่องการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า ซึ่งมาซานฯเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศเวียดนาม และยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคและเบียร์ด้วย ส่วนความสนใจประมูลซื้อเบียร์ในเวียดนาม หลายรายมองเฉพาะข้อดี แต่ในทางกลับกันด้วยขนาดตลาดของเวียดนามไม่ควรมีโรงงานผลิตเบียร์เกิน 3แห่ง แต่กลับมีจำนวนมากถึง 26 แห่ง ทั้งของรัฐสวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่บริษัทก็ไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย”   

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการขับเคลื่อนธุรกิจปีนี้ เป็นเรื่องที่สิงห์ต้องไดเวอร์ซิไฟธุรกิจ โดยในประเทศมุ่งขยายนอนแอลกอฮอล์ ส่วนต่างประเทศยังเป็นธุรกิจเบียร์ และบริษัทให้ความสำคัญกับตลาดซีแอลเอ็มวี การส่งออกขยายตัวค่อนข้างดี ปัจจุบันยอดขายเบียร์ในตลาดซีแอลเอ็มวีมีสัดส่วน 15% ของยอดขายเบียร์โดยรวม