ลดพอร์ตลง เริ่มเก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลดลงมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ปรับขึ้น
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะปรับขึ้นตามตลาดหุ้นภูมิภาคเช้านี้ที่ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังการรายงานตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐในเดือน ส.ค. 2559 เมื่อคืนนี้พบว่าลดลง 0.3% ต่ำกว่าที่ตลาดไว้ที่ 0.0% และแย่กว่าเดือนก่อนหน้าซึ่งเพิ่มขึ้น 0.1% บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวดีนัก จึงลดความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ในการประชุมสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ดี ตลาดยังมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค. 2559 ด้านนักลงทุนต่างชาติวานนี้ยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่ออีก 1,386 ล้านบาท
แนวรับ/แนวต้าน : 1450/1480 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 70% : พอร์ตหุ้น 30%
กลยุทธ์ : ลดพอร์ตลง เริ่มเก็บหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลดลงมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและการบริโภคในประเทศ
หุ้นแนะนำ
BCH (14.00) : คาดกำไร 3Q59 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy จากช่วง high season และการรับรู้รายได้ประกันสังคมที่เลื่อนมาจากช่วง 2Q59 ทั้งนี้เราคาดกำไรปี 59 นี้ จะเติบโตก้าวกระโดดจาก การถึงจุดคุ้มทุนของ รพ. WMC การเติบโตของ รพ.ในเครือทั้งจำนวนผู้ป่วยนอกและใน การขึ้นค่ารักษาพยาบาล และจำนวนผู้ป่วยประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น
TPCH (24.56) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น จากโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 (TSG) คาดว่าจะ COD ได้ในช่วง 3Q59 และโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง (PGP และ SGP) จะทยอย COD ในช่วงต้นปี 60 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) การเปลี่ยนระบบการรับซื้อราคาของโรงไฟฟ้าแห่งที่ 1 (CRB) จาก Adder เป็น Fit 2) โรงไฟฟ้าที่ปัตตานีซึ่งอยู่ระหว่างการขอ PPA 3) การประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้และรอบใหม่ๆ และ 4) การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างประเทศ
EGCO (220) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยไตรมาส 3/59 คาดรายได้จะเป็นจุดสูงสุดของปีจากโรงไฟฟ้าขนอม (KN4) ที่เริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาส พร้อมทั้งคาดว่าจะ COD โรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ชัยภูมิกำลังการผลิต 90 MW ในช่วงไตรมาส 4/59 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกส่วนต่อขยายของโรงไฟฟ้าขนอม และยังเป็นหุ้น Defensive play ในช่วงตลาดขาลง
IVL (40) : แนวโน้มในครึ่งปีหลังยังดีต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมา 20% นับตั้งแต่จุดสูงสุด เรามองว่ารับข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว ในขณะที่การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ได้รับผลลบจากปัจจัยในประเทศมาก นอกจากนี้ยังได้ผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเมื่อคืน
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ “บอร์ด พีพีพี” เคาะเพิ่มโครงการขนาดใหญ่ ให้เอกชนร่วมลงทุนดันวงเงินลงทุนรวม 1.66 ล้านล้านบาท อนุมัติด่านเก็บค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์ 2 เส้น 8 หมื่นล้าน ตั้ง “กอบศักดิ์” ศึกษากำหนดผลตอบแทนขั้นต่ำการลงทุนหวังจูงใจเอกชนลงทุนเพิ่ม
+ “แบงก์ชาติ” เปิดผลสำรวจภาวะวิกฤติ เผยใส่สมมติฐานเศรษฐกิจหดตัว 4% 2 ปีซ้อน แต่พบฐานะแบงก์โดยรวมยังแกร่ง เงินสำรองฯ สูงรองรับภาวะวิกฤติ พร้อมประเมินสถานการณ์ เอ็นพีแอล ไม่น่าห่วง ขณะสินเชื่อยังทรงตัว
+ ร.ฟ.ท.จ่อเปิดที่ดินทำเลทอง “สถานีแม่น้ำ” 277 ไร่ เปิดเอกชนร่วมลงทุนพัฒนาเชิงพาณิชย์ คาดประมูลกลางปี 60 คาดใช้งบลงทุน 8.8 หมื่นล้าน หวังปั้นแลนด์มาร์คแห่งใหม่กลางกรุง ขณะเอกชนชี้น่าสนใจ เหตุติดริมน้ำ-แปลงใหญ่ รอดูเงื่อนไขสัญญาเช่า
+ หนี้ทะยานเฉียด 3 แสนบาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20% สูงสุดในรอบ 9 ปี หอการค้าฯยันไม่น่าห่วง เพราะเป็นหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำหลังและหนี้นอกระบบลดฮวบฮาบ เหลือแค่ 37% ทางด้าน “สังศิต” เผยนโยบายปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญกระทบรายได้ท่องเที่ยว 30,000 ล้าน จี้รัฐแก้ไข 4 ข้อ “กอบกาญจน์” ขานรับนโยบายนายกฯ เร่งจัดระเบียบวัดพระแก้ว
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยได้แรงหนุนจากการบวกขึ้นของหุ้นแอปเปิลเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 ขณะที่ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น และข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาได้ลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 177.71 จุดหรือ 0.99% สู่ 18,212.48, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 21.49 จุดหรือ 1.01% สู่ 2,147.26 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 75.92 จุดหรือ 1.47% สู่ 5,249.69
+ ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดบวกขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นมอร์ริสันส์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ต หลังจากมอร์ริสันส์รายงานว่า ผลกำไรช่วงครึ่งปีแรกปรับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี อย่างไรก็ดี หุ้นเน็กซ์ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าดิ่งลง หลังจากเน็กซ์เปิดเผยผลประกอบการที่อ่อนแอ ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดบวกขึ้น 56.99 จุด หรือ 0.85 % สู่ 6,730.30 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,654.82-6,736.84 โดยปรับขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่ใกล้จุดต่ำสุดรอบ 1 เดือนที่ 6,654.48 ที่ทำไว้ในวันจันทร์
- ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดร่วงลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่ความไม่แน่ใจต่อการทบทวนนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในสัปดาห์หน้ายังคงส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มการเงิน ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดร่วงลง 114.80 จุด หรือ 0.69% ที่ 16,614.14 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปรับขึ้น 0.8 % ในวันพฤหัสบดี โดยพุ่งขึ้นตามราคาน้ำมันเบนซิน หลังจากบริษัทโคโลเนียล ไพพ์ไลน์ ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งน้ำมันเบนซินรายใหญ่อันดับหนึ่งของสหรัฐประกาศเลื่อนเวลาในการเปิดใช้ท่อส่งน้ำมันเบนซินสำคัญ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนต.ค.ปรับขึ้น 33 เซนต์ หรือ 0.8 % มาปิดตลาดที่ 43.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล









