ร้านอาหารญี่ปุ่นยังคงเป็นธุรกิจที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ชะลอตัว
ทำให้บรรดาผู้ประกอบการเดินหน้าขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วงชิงโอกาสทางการตลาด นอกเหนือจากแบรนด์เก่า “ผู้เล่นใหม่” ดาหน้าเข้าตลาดไม่ขาดสาย
ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอาหารภายใต้แบรนด์ โออิชิแกรนด์, โออิชิ บุฟเฟ่ต์, โออิชิ ราเมน, นิกุยะ, คาคาชิ และชาบูชิ กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่าสูง 2.35 หมื่นล้านบาท เติบโต 10-15% ต่อปี โดยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15% โดยกว่า 80% เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆ มีมากถึง 2,346 ร้าน หรือเป็นอันดับ 2 ของตลาดร้านอาหารโดยรวม รองจากร้านอาหารไทย ส่วนอันดับ 3 เป็นร้านอาหารอิตาลี ที่มีจำนวน 2,027 ร้าน และอันดับ 4 เป็นร้านอาหารอเมริกัน มีจำนวน 1,754 ร้าน
ทั้งนี้ แม้ตลาดมีโอกาสทางธุรกิจสูง แต่เมื่อมีผู้ประกอบการจำนวนมากกระตุ้นดีกรีการแข่งขันเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยพบว่าผู้ประกอบการต่างๆ หันมาทำโปรโมชั่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบลดราคา การสร้างเมนูสุดคุ้ม เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ
“ปีที่ผ่านมามีผู้เล่นในตลาดปิดกิจการหรือควบรวมกิจการกับรายใหญ่ โดยเฉพาะรายเล็กๆ ที่ไม่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังมีรายใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดต่อเนื่อง เชื่อว่าปีหน้าจะมีเข้ามาอีกหลายราย หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5-10% ต่อปี”
สำหรับเครือโออิชิ นอกจากทำการตลาดเชิงรุกทั้ง 6 แบรนด์ ยังเน้นปรับปรุงเมนูอาหารต่างๆ ให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ส่วนแผนการลงทุนช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเปิดร้านอาหารในเครือโออิชิเพิ่มอีก 5-8 สาขา เน้นแบรนด์ชาบูชิ ปัจจุบัน ร้านอาหารในเครือโออิชิ มีทั้งสิ้น 244 สาขา ได้แก่ โออิชิแกรนด์ 1 สาขา, โออิชิ บุฟเฟ่ต์ 18 สาขา, โออิชิ ราเมน 51 สาขา, นิกุยะ 19 สาขา, คาคาชิ 24 สาขา และชาบูชิ 124 สาขา รวมถึงร้านเดลิเวอรี่แอนด์แครี่ 5 สาขา โออิชิ สแน็ค และเครื่องดื่ม 2 สาขา
พล ศรีแดง ผู้จัดการทั่วไป ร้านโยชิโนยะ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นช่วงปลายปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ ทั้งคริสต์มาส และปีใหม่ ทำให้เกิดการจับจ่ายโดยเฉพาะการใช้บริการร้านอาหารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
ขณะที่การแข่งขันของตลาดในปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้น จะเห็นได้จากผู้ประกอบการทั้งหน้าเก่าและใหม่ หันมานำเข้าเชนร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเฉพาะทาง หรือร้านที่จำหน่ายเฉพาะเมนูราเมน ข้าวหน้าต่างๆ รวมถึงร้านกาแฟจากประเทศญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นว่า “อาหารญี่ปุ่น” ยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันโครงสร้างราคาอาหารญี่ปุ่นเริ่มปรับต่ำลง เมื่อเทียบช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นกลุ่มอาหารที่มีราคาสูง
“ราคาที่ต่ำลงของร้านอาหารญี่ปุ่นทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประกอบกับอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบันเป็นอาหารทางเลือกระหว่างวัน ผลักดันให้ภาพรวมตลาดร้านอาหารหญี่ปุ่นเติบโตดีมาตลอด”
อย่างไรก็ดี บริษัทวางแผนปีหน้าเตรียมเปิดบริการร้านโยชิโนยะ 5 สาขาใหม่ควบคู่การปรับปรุงสาขาเก่า รวมถึงปรับเมนูอาหาร ชุดยูนิฟอร์ม และภาชนะต่างๆ จากเดิมที่เป็นรูปแบบ “ร้านอาหารญี่ปุ่นจานด่วน” ให้เป็นร้านนั่งรับประทานในสไตล์ญี่ปุ่น รองรับพฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการใช้เวลาในการรับประทานอาหาร ซึ่งจะทยอยปรับปรุงให้ได้ปีละ 3-4 สาขา จากสาขาทั้งหมด 15 แห่ง เบื้องต้นคาดว่าใช้งบปรับปรุงสาชา 3.5-4 ล้านบาท
ปีนี้บริษัทคาดมีรายได้ 200 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้เล็กน้อย เป็นผลมาจากปัจจัยลบ โดยเฉพาะภาคกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว
ศรีภูมิ ใยเจริญ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท จูลาย ทูไฟว์ จำกัด ผู้ได้สิทธิ์ หรือมาสเตอร์แฟรนส์ในการทำตลาดและขยายสาขาร้านอาหารญี่ปุ่น “โบเตย่า” กล่าวว่า จะเร่งสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์โบเตย่า พร้อมวางแผนขยายสาขาปีละ 1 แห่งเป็นอย่างน้อย ตั้งเป้าหมายระยะยาว 10 ปี จะมีสาขาให้บริการ 15 แห่ง เป็นการลงทุนเองประมาณ 70% เน้นขยายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อีก 30% เป็นรูปแบบการขายแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่สนใจ เน้นพื้นที่ต่างจังหวัด
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายสาขาร้านโบเตย่าในรูปแบบคีออส มุ่งทำเลอาคารสำนักงานต่างๆ ในย่านธุรกิจ อาทิ สุขุมวิท สาทร และสีลม รองรับความต้องการของลูกค้าในยุคชีวิตรีบเร่ง โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานบริษัท คาดเปิดให้บริการได้ปลายปีนี้ 1-2 สาขา









