วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดเบื้องลึกคำสั่งม.44 บังคับคดีข้าว

เปิดเบื้องลึกคำสั่งม.44 บังคับคดีข้าว - คุ้มครองเจ้าหน้าที่

กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งตามมาตรา44 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินต่อผู้ต้องรับผิด โดยลงนามและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.2559

สาระสำคัญตอนหนึ่งของคำสั่งฯ ในข้อ 2 ระบุว่า เมื่อได้มีคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานรัฐฯ ให้มีการบังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐ ตั้งแต่ปี 2548/49 จนถึงปีการผลิต 2555/57 และโครงการแทรกแซงมันสำปะหลังของรัฐตั้งแต่ปีการผลิต 2551/52 จนถึงปี 255/56 หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/52 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่งหรือคำพิพากษาดังกล่าว....

แต่สาเหตุของการออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้าลงนาม เพราะเกรงผลที่ตามมาภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตุว่าคำสั่งนี้มีขึ้นหลังจากที่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงความคืบหน้าการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองให้นักการเมืองและข้าราชการรวมทั้งหมด 6 คน ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน ว่า เรื่องนี้ถือเป็นกรณีแรกของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่การซื้อขายปกติ จึงจำเป็นต้องดูให้รอบคอบ ต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์

ค่าเสียหายจากกรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิดแก่นักการเมือง 3 ราย ข้าราชการ 3 ราย ได้แก่นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายบุญทรง รมว.พาณิชย์และประธานอนุระบายข้าว พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้ให้ความเห็นชอบ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัตรพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือ ทีปวัชระ เลขานุการกรมและผอ.กองข้าวฯ ในฐานะผู้เจรจา

หลังปปช.ใช้ข้อมูลการไต่สวนจากสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.เป็นการขายข้าวให้บ. GSSG. ปริมาณ 2 ล้านตัน มูลค่า 1.82 หมื่นล้านบาท 2.ข้าวใหม่ ให้บริษัท GSSG. ปริมาณ 2 ล้านตัน มูลค่า 1.89 หมื่นล้านบาท 3.ข้าวนาปรัง 2555 ให้ บริษัท GSSG.ปริมาณ 2.3 ล้านตัน มูลค่า 2.0 หมื่นล้านบาท และ 4. ข้าวนาปี 2554/55 และนาปรัง 2555

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงสาเหตุที่ต้องใช้“เวลา”ในการตรวจสอบ เพราะมีความกังวลว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้มีอำนาจยึดทรัพย์เพราะเป็นความรับผิดทางละเมิดที่จะต้องมีการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งในส่วนของข้าราชการ กฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้กำหนดให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดี เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งอายัดทรัพย์ได้อยู่แล้ว

แต่ในส่วนของนักการเมือง กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ ทำให้มีปัญหาในการดำเนินการจึงได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมกันหาทางด้วยการใช้มาตรา 44 กำหนดบุคคลเพื่อใช้อำนาจสั่งยึด อายัด และนำทรัพย์นั้นมาขายทอดตลาด เพื่อแก้ปัญหาติดขัดตรงนี้ก็ได้

“เราเป็นหน่วยราชการผู้เสียหายตามหลักการก็ต้องเป็นผู้ไปยึดทรัพย์เพื่อมาขายทอดตลาดและนำเงินมาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่ความเชี่ยวชาญที่จะไปยึดทรัพย์เขามา เช่น ถ้าไปยึดเรือยอร์ช แล้วเอาไปไว้ไหน เอาไปขายยังไงให้ได้ราคาที่เหมาะสม ตรงนี้มันเป็นปัญหาเราจะทำยังไง” นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

หลังการออกม.44 ดูเหมือนปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข แต่ก็ยังติดประเด็นที่ว่า การใช้อำนาจพิเศษเช่นนี้ จะเป็นผลดีต่อรูปดคีจริงหรือไม่ เพราะ ตามพ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด พ.ศ. 2539 ให้อำนาจสำนักนายกรัฐมนตรีให้ออกกฎกระทรวงเพื่อสั่งให้กรมบังคับดคีดำเนินการยึดทรัพย์แทนหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย

แต่ขั้นตอนตามกฎหมายปกตินี้ อาจยุ่งยากในแง่คนตั้งเรื่องต้องเป็นกระทรวงพาณิชย์ และอาจใช้ระยะเวลาตามขั้นตอนประมาณ1-2 เดือน แต่ในชั้นนี้ ไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลาดำเนินการ เพราะ อายุความจะหมดลง หากผู้รับผิดยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งทางปกครองจากกระทรวงพาณิชย์ภายในเดือนก.พ. 2560 แต่หากได้รับหนังสือตามกำหนดเวลาแล้วจะไม่มีเงื่อนไขด้านเวลาที่จำกัดอีก

ดังนั้น ขั้นตอนหลังจากนี้ รมว.พาณิชย์จะต้องลงนามในหนังสือคำสั่งบังคับทางปกครองฯ ผู้รับผิดทั้ง 6 รายนำเงินมาใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งทางปกครองภายใน 45 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ แต่หากยังไม่มีการชำระชดใช้ กระทรวงพาณิชย์จะมีหนังสือเตือนไปอีกครั้ง และภายใน 7 วันหากยังไม่มาชำระ จะมีการลงนามหนังสืออีกฉบับเพื่อใช้มาตรการบังคับทางปกครอง

ในขั้นตอนนี้กรมบังคับคดีจะเข้าไปทำหน้าที่ในการยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้

แต่ผู้ต้องรับผิดทั้ง 6 ราย มีสิทธิ์อุทธรณ์เพื่อฟ้องร้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือบังคับทางปกครองฯ โดยให้ฟ้องร้องต่อศาลประเด็น “ให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครอง” หากศาลปกครองรับฟ้อง หรือ มีคำสั่งทุเลา คดีนี้จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลตามขั้นตอนทางกฎหมายคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี

แต่หากศาลไม่ทุเลาคำร้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจะเดินหน้าตามกระบวนการข้างต้นให้นำเงินมาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

จนถึงขณะนี้ นางอภิรดี ยังไม่ได้ลงนามในหนังสือบังคับทางทางปกครอง และกำลังมีความพยายามให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์มาลงนามแทน ซึ่งจะทำให้หนังสือคำสั่งดังกล่าวมีการลงนาม 2 รายชื่อ ได้แก่ รมว.พาณิชย์ ซึ่งลงนามแทนนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยอ้างเหตุผลเพ่ื่อกระจายอำนาจ

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการระบบข้าราชการ(กพร.)ได้ให้ความเห็นมายังกระทรวงพาณิชย์แล้วว่า การให้ปลัดลงนามหนังสือดังกล่าวด้วย สามารถทำได้แต่เงื่อนไขการอ้างเหตุกระจายอำนาจยังไม่สมควรพอ ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขให้ผู้รับผิดทั้ง 6 ราย กล่าวอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องได้ในภายหลัง

ดังนั้น ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของกระทรวงพาณิชย์หลังจากนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร

“ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่มีการไม่เซ็นเพื่อเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย เพราะมีหน้าที่ต้องเซ็น ก็จะเซ็น ถ้าทุกอย่างมีความชัดเจนแล้ว และมั่นใจว่าจะดำเนินการได้ก่อนที่จะหมดอายุความในเดือนก.พ.2560”นางอภิรดี กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

หากเป็นไปตามที่กล่าวไว้ก็ไม่ต้องห่วงว่าการถามหาความรับผิดชอบจากนักการเมืองและข้าราชการในกรณีนี้จะล่มไม่เป็นท่าเหมือนกรณีอื่นๆที่เคยผ่านมา

นอกจากนี้ ตามคำสั่ง ม.44 ดังกล่าวได้คุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐฯเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยสุจริต และเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายของภาครัฐที่จะมีเพิ่มขึ้น ล่าสุด รัฐบาลมีมันเส้นในสต็อก340,000 ตัน เสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเดือนละ 50 ล้านบาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกราว94,000ตัน เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 7 ล้านบาท ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพ

ดังนั้น ต้องติดตามว่าการเอาผิดนักการเมืองต่อกรณีนี้ได้หรือไม่ หรืออาจจะเหมือนคดีอื่นๆ ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็ไม่สามารถเอาผิดใครได้