ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความตื่นตัวของธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์และ ธนาคารกสิกรไทยในการออกโรงเตือนภัยธุรกรรม
ทางการเงินออนไลน์ ด้วยการส่งข้อความหรืออินโฟกราฟฟิกโดยเฉพาะเรื่องเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร
นายยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าข่าวการปลอมแปลงอีเมลหรือหน้าเว็บไซต์ ที่เรียกว่าฟิชชิ่ง (Phishing) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วหลายปี แต่มิจฉาชีพกลับมาหลอกลวงผู้บริโภคอีกครั้ง รวมถึงภัยจากการหลอกว่าเป็นคอลล์เซ็นเตอร์จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ( DSI) หรือหน่วยงานราชการเช่นสรรพากรแล้วหลอกให้ผู้บริโภคทำธุรกรรมทางการเงินตามคำสั่งและโอนเงินออกจากบัญชีในที่สุด ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นเป็นการไล่โทรตามเบอร์โทรศัพท์ และบางครั้งตกมาถึงพนักงานธนาคารอีกด้วย
สมาคมธนาคารไทย ระบุว่า มิจฉาชีพส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ เช่น กรณีของคอลล์เซ็นเตอร์จะพบว่าเป็นแก๊งจากชาวจีนหรือรัสเซีย ส่วนฟิชชิ่งจะกระจายอยู่จุดต่างๆ ทั่วโลก ทั้งนี้หากลูกค้าพบและส่งข้อมูลให้ธนาคารก็จะดำเนินการบล็อกได้ทัน
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมธนาคารไทยเตรียมเข้าหารือกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ดด้า) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) รวมถึงศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทยหรือไทยเซิร์ต (ThaiCERT) เพื่อหาแนวทางป้องกันและบล็อกเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น
แท้จริงแล้วปัญหาการฟิชชิ่งมีมาโดยตลอด3-4 ปีที่ผ่านมา
นายอาจ วิเชียรเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วงนี้เห็นการแจ้งเตือนกันเยอะเพราะมีโซเชียลมีเดียเข้ามาช่วย ประกอบกับกระแสพร้อมเพย์กำลังจะเกิด ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ธนาคารพยายามสื่อความว่าให้ลูกค้าตั้งข้อสังเกตอีเมลที่ส่งมาพร้อมลิงค์และให้ลูกค้าดำเนินการบางอย่างให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ใช่เว็บไซต์ของธนาคารจริง
อย่างไรก็ตามการเตือนภัยของแบงก์ไม่สามารถดำเนินการได้บ่อย เพราะในที่สุดแล้วมิจฉาชีพกลับใช้เป็นช่องทางในการหลอกเตือนภัยได้ เช่นส่งอีเมลเตือนลูกค้าให้ระวังและปฏิบัติตามข้อเหล่านี้ พร้อมกับแนบลิงค์หวังให้ลูกค้าหลงกลคลิกลิงก์เข้าไปดู และถูกหลอกในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารทำได้คือการรีบเตือนภัยให้ลูกค้าทราบและประสานงานกับหน่วยงานในและต่างประเทศ เพื่อปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าสู่ฟิชชิ่งไซต์เหล่านั้นได้
“เรื่องฟิชชิ่งเป็นวงจรที่วนกลับมาใหม่ แนวทางการจัดการเรื่องนี้ไม่มีทางอื่นมากมายนักนอกจากการให้ความรู้กับประชาชน ดูให้ละเอียดและหาผู้ที่มีอำนาจในการบล็อกเว็บไซต์ให้เร็วขึ้นโดยขณะนี้การฟิชชิ่งอาจไม่ใช่การขโมยข้อมูลซึ่งหน้า เพื่อเอา User name หรือPassword ของลูกค้าแต่หลอกให้ลูกค้าลงโปรแกรมที่มีมัลแวร์แฝงอยู่ เพื่อหลอกขโมยข้อมูลไปจนได้ ซึ่งธนาคารจะไม่แนบ link หรือ สอบถามข้อมูลส่วนตัวลูกค้า หากลูกค้าพบให้สงสัยไว้ก่อน"
นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของมิจฉาชีพที่สร้างแอพลิเคชั่นในมือถือที่ปลอมให้คล้ายชื่อแบงก์และหลอกให้ลูกค้าเข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวคล้ายกันกับฟิชชิง ซึ่งธนาคารพยายามสื่อความว่าก่อนโหลดแอพใดๆ ให้ลูกค้าสังเกตชื่อเจ้าของแอพ(Publisher) ซึ่งก็คือแบงก์เท่านั้น ไม่ใช่ดูที่ชื่อแอพพลิเคชั่นที่ทำให้คล้ายกันแล้วโหลดเข้ามาทันที
เขายังย้ำอีกว่า อย่าหลงเชื่อระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือว่าจะสามารถป้องกันมิจฉาชีพได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นระบบปิดและมีการรักษาความปลอดภัยมากกว่า แต่ก็อาจมีช่องโหว่ได้ ดังนั้นโทรศัพท์ของลูกค้าหากเป็น IOS ไม่ควรนำไปเจลเบรก หรือหากเป็น Andriod ก็ไม่ควรนำไป Root เพื่อให้เครื่องมีความปลอดภัยลดลง นอกจากนี้หากเป็นภัยจากการฟิชชิ่ง ไม่ว่าระบบปฏิบัติการใดก็เกิดความเสียหายได้เช่นกัน
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น นายรณดล นุ่มนนท์ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงินระบุว่า ระบบของธนาคารพาณิชย์มีความปลอดภัย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาเรื่องของคนที่พยายามหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งธปท.และแบงก์จะทำงานเชิงรุกในการตรวจจับปัญหาบริการทางการเงิน อาทิ การปลอมเว็บเพจ ฟิชชิ่ง ดีดอสซึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค






