วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทรนด์แม่ยุคใหม่ใช้เทคโนโลยีบทบาทเลี้ยงลูก

จากกระแสสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ “เทคโนโลยี”ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทุกด้าน รวมทั้ง “การเลี้ยงลูก”ในปัจจุบัน

“ศูนย์วิจัยสถาบันอาร์แอลจี” ได้วิจัยทัศนคติการเลี้ยงลูก ในช่วงเดือนมิ.ย. 2559  จากกลุ่มตัวอย่างคุณแม่ที่มีอายุ 21-35 ปี  กว่า 2,000 ราย เป็นผู้ที่ตั้งครรภ์และเป็นแม่ที่มีลูกวัย 0-9 ปี โดย 84% ของกลุ่มตัวอย่างจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นกลุ่มแม่ทำงานมากถึง 74% และอีก 26% เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลา ในจำนวนนี้ 42% เป็นผู้มีรายได้สูง และ 46% ระดับกลาง พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพและต่างจังหวัดในเขตเมือง

ส่อง6เทรนด์แม่ยุคใหม่

นางสาวพิมพ์ฐณัช ภฐณวาณิชกุล ผู้จัดการศูนย์วิจัยสถาบันอาร์แอลจี  กล่าวในงานเสวนา “เข้าถึง เข้าใจ ไทยมิลเลนเนียล” (Thai Millennial Mom) โดยกลุ่มรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป ว่าจากผลวิจัยพบว่ากลุ่มแม่ “เจนเอ็ม” มีทัศนคติต่อการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน 6 เทรนด์ ประกอบด้วย

 1.“WOMOM Phenomenon” หรือผู้หญิงหรือเป็นแม่ เป็นกลุ่มที่ผสมผสานความเป็นตัวตนกับการเป็นแม่ มีความคิดเป็นของตัวเอง โดยกว่า 69% ยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าออร์แกนิกเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและลูก โดยกลุ่มแม่ 98% คำนึงถึง “สุขภาพ” เป็นเรื่องหลัก ในขณะที่อีก 58% คำนึงถึงทั้งเรื่อง สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม 

 2.“7 to 7 GRAN(nan) NY Hours” หรือเลี้ยงลูกไว้ใจ ปู่ย่าตายายที่สุด โดยแม่ส่วนใหญ่จะเลี้ยงลูกด้วยตนเอง 45.23% หรือมีคนช่วยเลี้ยงบ้าง 20.93% ขณะที่แม่ 82.08% ไว้ใจให้ปู่ย่า ตายาย เป็นผู้เลี้ยงดู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยอุ่นใจเมื่อลูกอยู่กับปู่ย่ามากกว่าญาติคนอื่นๆ  นอกจากนี้ผลการวิจัยยังบอกว่ากลุ่มแม่ไม่ใช้พี่เลี้ยงเด็ก 85.47%  มาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย 69.79% รองลงมาคือเรื่องของการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย 35.83%

 3.“No Rule is New Rule” หรือแม่ไม่ได้แหกกฎ แค่เปลี่ยนบริบทของคำว่าดีที่สุด” มีความเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่วิถีแห่งศรัทธา พิธีกรรม หรือกุศโลบายทางคติชุมชนต่างๆ และเปิดกว้างกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดย 77.11% มีความรู้สึกเฉยๆ เมื่อเห็นเด็กผู้ชายเล่นตุ๊กตาและเด็กผู้หญิงเล่นหุ่นยนต์

นอกจากนี้หากลูกต้องเรียนร่วมกับเด็กพิเศษแม่ 71.80% จะอธิบายให้ลูกเข้าใจเรื่องความแตกต่าง รองลงมา 69.52% สนับสนุนให้ลูกช่วยเหลือเพื่อนเท่าที่ทำได้

4.“TAKE IT EASY theory” หรือแม่สายชิลล์ สบายๆ เพราะได้ตัวช่วยเพียบ เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตตามวิวัฒนาการของอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีพฤติกรรมเลี้ยงลูกแม่สมัยใหม่ ใช้วิธีเลี้ยงลูกแบบที่ลูกไม่รู้สึกว่าถูกจับผิดหรือควบคุมจนลูกอึดอัด 77% เน้นการให้อิสระตามความเหมาะสมกับวัยและสภาพแวดล้อม ไม่ควบคุมเข้มงวดมากเกินไป 65% และยังเปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเองถึง 60%

 5.“INTERNET OFmother THINGS” หรือแม่ 4G เอาอยู่ทุกสถานการณ์ โดย 1 ใน 4 อยากลองซื้อสินค้าทางออนไลน์ เพราะประหยัดเวลา ประกอบกับนิยมเล่นแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยเฉพทาะไลน์ เพื่อใช้สื่อสารกับกลุ่มคุณครู ผู้ปกครอง และกลุ่มเพื่อนของลูก โดยแม่กว่า 21% เลือกใช้แอปพลิเคชั่นอื่นๆ เพื่อติดตามดูแลลูก

6.“TRANS-PARENT Culture” หรือสังคมแม่ยุคใหม่ไร้พรมแดน รวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นยิ่ง พร้อมการเรียนรู้จากการได้ลงมือทำหรือการได้ฟังผู้เชี่ยวชาญตัวจริง มีสัมพันธภาพที่ดีเกิดขึ้นได้ทั้งบนโลกออนไลน์ หรือออนกราวด์ โดยแม่ 86% ชื่นชอบที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และปรึกษาปัญหากับแม่คนอื่นๆ และ 80% จะอ่านรีวิวความคิดเห็นจากแม่คนอื่นๆก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าสำหรับลูก ถ้าหากไม่เคยใช้มาก่อน

ผลิตคอนเทนท์ตอบโจทย์

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT)กล่าวในหัวข้อ “การรับมือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีสูตรสำเร็จ” ว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่สามารถรับสื่อได้ง่าย ทำให้มีโอกาสในการสื่อสารเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังสามารถสื่อสารได้สองทางระหว่างสื่อกับผู้รับสื่อ จากเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากขึ้น

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้การแข่งขันของสื่อสูงขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้จากการรับสื่อทีวีและวิทยุที่เริ่มลดลง รวมถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารเริ่มปิดตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้นสื่อจะต้องปรับตัวด้วยกาสร้างคอนเทนท์ให้มีเนื้อหาที่ดีมีคุณภาพและตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อสาร ซึ่งจะทำให้กลุ่มเป้าหมายวิ่งเข้าหาคอนเทนท์ดังกล่าว         

แม่ยุคใหม่ใช้เฟซบุ๊คสื่อสาร

นางสาวรฐิยา อิสระชัยกุล ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจเอสเอ็มอี เฟซบุ๊ค ประจำประเทศไทย กล่าวถึงการเติบโตของการใช้งานสื่อออนไลน์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของแม่เจเนอเรชั่น มิลเลนเนียล หรือ “เจนเอ็มไ ว่า พฤติกรรมของกลุ่มแม่มือใหม่จะโพสต์ในเรื่องตังเองเริ่มตั้งแต่การตั้งครรภ์ รวมถึงการตั้งคำถามต่างๆ บนเฟซบุ๊คเกี่ยวกับเรื่องการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ยังมีการใช้เพื่อศึกษาแม่ผู้มีประสบการณ์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนหรือพูดคุยกับกลุ่มสินค้าแม่และเด็ก

ขณะที่กลุ่มแม่ผู้มีประสบการณ์มักใช้เฟซบุ๊คไปกับการแชร์ประสบการณ์ของลูก โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังเป็นต้น เพื่อต้องการสื่อถึงความภาคภูมิในในตัวลูก