รายงานการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหารพบ “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ทยอยซื้อหุ้นในช่วงราคานิวโลว์รอ
ดัชนีหุ้นไทยกำลังปรับฐานลงเรื่อยๆ แรงเทขายยังคงเน้นหุ้นใหญ่ต่อเนื่อง และหุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU)เป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ข้อมูลการรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหารล่าสุดพบว่า “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานะเจ้าหน้าที่บริหาร ทยอยซื้อหุ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งราคาหุ้นช่วงเวลาดังกล่าวลดลงแตะต่ำสุดที่ 20.10 บาท ซึ่งเป็นราคานิวโลว์รอบ5เดือน
หากพิจารณาย้อน ต้นปีถึงปัจจุบัน“ธีรพงศ์”ได้ทยอยรับซื้อหุ้นตลอด จำนวนรวม 11.55 ล้านหุ้น มูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 230 ล้านบาท โดยมีการทำรายการซื้อเมื่อเดือนม.ค.2559 พบมี 3 รายการ 1.05 ล้านหุ้น มูลค่า 17.71 ล้านบาท 0.28 ล้านหุ้น มูลค่า 4.67 ล้านบาท และ0.22 ล้านหุ้นมูลค่า 3.68 ล้านบาท
เดือนก.ย. มีรายการ 3 รายการ ประกอบด้วย 5.5 ล้านหุ้น มูลค่า 102.20 ล้านบาท จำนวน 2.5 ล้านหุ้น มูลค่า 51.07 ล้านบาท และจำนวน 2.5 ล้านหุ้น มูลค่า 50.80 ล้านบาท
ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นไทยยูเนี่ยนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 23 บาท ในปลายเดือนเม.ย. และต่ำสุดที่ 16.60 บาท เดือนม.ค. ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 20.71 บาท
สำหรับการลงทุนของ“ธีรพงศ์”นั้น พบว่า ปัจจุบันมีการถือลงทุนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 3 บริษัท ประกอบด้วยบริษัท จีเอฟพีที (GFPT) 875 ล้านหุ้นคิดเป็น 0.7% หุ้นบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART ) 6.18 ล้านหุ้นคิดเป็น 0.61% และหุ้นไทยยูเนี่ยน 250 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.25%ซึ่งไม่นับรวมกับรายการซื้อล่าสุด
ธีรพงศ์ ให้เหตุผลว่า "การเข้าไปซื้อหุ้นเป็นการซื้อลงทุนตามปกติ ส่วนสาเหตุเพราะราคาลดลงมาค่อนข้างมาก และน่าสนใจ จึงเข้าไปซื้อลงทุนระยะยาว"
หากพิจารณา ปัจจัยพื้นฐาน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ยังเชื่อมั่นความสามารถการทำกำไรระยะยาว เนื่องจากราคาวัตถุดิบปรับตัวลง
บล.บัวหลวง ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ว่ากำไรหลักในครึ่งหลังปี 2559 จะมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน จากธุรกิจแซลมอนที่ลดลง (ซึ่งคิดว่าเป็นเพียงแค่ผลกระทบทางลบระยะสั้นเท่านั้น) แต่คาดว่าราคาปลาแซลมอนและราคาปลาทูน่าที่ลดลงช่วงครึ่งหลังของปี 2559 จะเป็นปัจจัยบวกนให้มาร์จิ้นพลิกกลับมาดีขึ้นในปี 2560 เนื่องจากอัตราการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในระยะยาว และมูลค่าเพิ่มที่จะมาจากดีลควบรวมกิจการใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สอดคล้องกับบล.กรุงศรี ระบุว่าฝ่ายวิจัย มีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นหลังจากที่ได้อัพเดตข้อมูลกับผู้บริหารทางโทรศัพท์เมื่อต้นเดือนก.ย.โดยคาดว่าธุรกิจแซลมอนรมควัน ซึ่งทำรายได้ให้บริษัทประมาณ 10% จะถึงจุดคุ้มทุนในครึ่งปีหลังจากที่ต้นทุนวัตถุดิบลดลง 15%ตามอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากนอร์เวย์ นอกจากนี้บริษัทสามารถต่อรองปรับราคาขายกับลูกค้า รวมถึงการส่งออกกุ้งจากไทย และธุรกิจอาหารกุ้ง ซึ่งประมาณ 12% ของรายได้รวม ดีขึ้นตามมูลค่าการส่งออกกุ้งที่เพิ่มขึ้น 30%
ธุรกิจปลาทูน่าแบบมีตรายี่ห้อในยุโรปคาดว่า ยังดีต่อเนื่องจากการที่ราคาทูน่ามีเสถียรภาพมากขึ้นในครึ่งปีหลังบวกกับส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น และการรับรู้กำไรจาก Rugen Fisch (ประมาณ 2% ของกำไรบริษัท) คาดว่ากำไรสุทธิครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น 18%จากปีก่อนเป็น 2.9 พันล้านบาท









