วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันธงกนง.‘คงดอกเบี้ย’ 1.5%

ฟันธงที่ประชุม กนง. "คงดอกเบี้ย" 1.5% เหตุเศรษฐกิจแผ่ว - เงินเฟ้อต่ำคาด

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะประชุมในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งที่ 6 ในรอบปี 2559 โดยนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนใหญ่เชื่อว่า กนง. จะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก โดยเศรษฐกิจเดือนล่าสุดกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ภัทร กล่าวว่า การประชุม กนง. ครั้งนี้ ยังไม่น่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเชื่อว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ1.5% ต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจไทยเดือนล่าสุด(ก.ค.) จะอ่อนแอลงบ้าง แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจโดยเฉพาะช่วงไตรมาส 2 ยังคงออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

“แม้เศรษฐกิจเดือนล่าสุดจะชะลอลง แต่ก็คงไม่พอที่จะทำให้ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะยังมีเรื่องเสถียรภาพการเงินที่ กนง. ยังเป็นห่วงอยู่”

ทั้งนี้ประเด็นที่ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ ยังน่าจะเป็นเรื่องเดิม คือ ต้องการเก็บเครื่องมือทางการเงิน ไว้ในสถานการณ์ที่มีความจำเป็น ขณะเดียวกัน กนง. ค่อนข้างห่วงเสถียรภาพระบบการเงิน จึงคิดว่าไม่น่าจะปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ตามอาจมีประเด็นเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง กนง. เริ่มยอมรับว่าไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพียงแต่ระยะหลังค่าเงินบาทเริ่มคลายแรงกดดันจากการแข็งค่าลงมาบ้างแล้ว

ขณะที่ นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่การบริโภคก็เริ่มกลับมาชะลอตัว

“ถ้าดูเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกจะเห็นว่า การเติบโตของเศรษฐกิจค่อนข้างกระจุกตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มก่อสร้างที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนต่อจีดีพี(ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ราว 15% แต่กลุ่มเหล่านี้ซัพพลายเชนค่อนข้างสั้น และไม่กระจายตัวนัก”

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง เท่าที่ประเมินสถานการณ์ยังไม่มีปัจจัยที่ส่งผลดีมากนัก จะมีเพียงปัญหาภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลาย ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็กและยังไม่กระจายตัว และถ้าดูการลงทุนภาคเอกชนก็ยังไม่เห็นสัญญาณของการฟื้นตัว ขณะที่การบริโภคหลังปัจจัยชั่วคราวหมดไป ก็เริ่มกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

ดังนั้นโอกาสที่จะเห็นดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้นจึงยังไม่มี ส่วนโอกาสที่จะปรับลงนั้น มีมากกว่าปรับขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาพรวมเศรษฐกิจด้วยว่าจะอ่อนตัวลงมากน้อยแค่ไหน

“โอกาสที่ดอกเบี้ยจะลงในขณะนี้มีมากกว่าปรับขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ต้องขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาด้วย ในขณะนี้ยังเชื่อว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยเอาไว้ก่อน”

ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยหากเทียบประเทศเพื่อนบ้านที่ 1.50% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกลางๆ โดยอินโดนีเซียอยู่ที่ 5.25% มาเลเซีย 3% ส่วนเกาหลีใต้ 1.25% ไต้หวัน 1.375%

ด้าน กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวว่า ยังไม่คิดว่า กนง. จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะปัจจัยเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงเป็นปัจจัยเดิมๆ และในช่วงนี้กำลังประชุมของธนาคารกลางประเทศอุตสาหกรรมหลักในหลายๆ แห่ง ซึ่งการประชุมเหล่านี้มีขึ้นหลังการประชุมของ กนง. จึงเชื่อว่า กนง. น่าจะรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางแห่งอื่นๆ ก่อน

“คิดว่า กนง. คงอยากรอดูว่า ธนาคารกลางอื่นๆ โดยเฉพาะ เฟด(ธนาคารกลางสหรัฐ) ที่ประชุมหลังเรา เขาจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยหรือไม่”

ส่วนปัจจัยในประเทศนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังถือว่าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน ก็ค่อนข้างเอื้อต่อการฟื้นตัว และถ้ามองไประยะข้างหน้า เชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยังจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การฟื้นตัวอาจจะยังกระจุกอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น

นายกำพล กล่าวว่า ปัจจัยกดดันของเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังยังคงเป็นปัจจัยเดิม คือ การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน แม้จะมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลง ก็คงไม่ทำให้ทั้ง 2 ปัจจัยดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยอยู่แล้ว เพราะเป็นผลจากความต้องการซื้อจากต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน อุปสรรคใหญ่ของกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ย แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนเป็นหลัก

“ส่งออกที่ยังไม่ดีนักเป็นเรื่องของดีมานด์ในตลาดโลก และราคาพลังงานที่ต่ำ ผลตรงนี้คงจะดีขึ้นในปีหน้า เพราะเป็นเรื่องของฐานราคา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ต้องบอกว่า ดอกเบี้ยไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญกับเขาเลง เพราะที่ผ่านมาดอกเบี้ยก็ต่ำอยู่แล้ว”

เช่นเดียวกับ นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ที่เห็นว่า ในการประชุม กนง. รอบนี้น่าจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% แต่มีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งที่ 0.25% ในช่วงปลายปีนี้

ส่วนหนึ่งเพราะอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย(1-4%) ช้ากว่าที่คาดการณ์เอาไว้ อีกทั้งปัจจัยภายนอกอ่อนแอลง ซึ่งเป็นความเสี่ยงขาลงต่อการส่งออกและการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ประกอบกับ ธปท. ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินอยู่