ธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าลงทุนไอที หวังสร้างความปลอดภัยดิจิทัลแบงก์ หลังมิจฉาชีพพยายามโจรกรรมข้อมูลและเงินในบัญชี
ธนาคารพาณิชย์ยังคงเดินหน้าลงทุนระบบไอที เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในการใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ (Digital Banking) โดยเฉพาะในอนาคตที่หลายธนาคารหันมาให้ความสำคัญกับการให้บริการผ่านดิจิทัลเพิ่มขึ้น ซึ่งความปลอดภัยในการให้บริการถือเป็นหัวใจสำคัญที่ลูกค้าจะมั่นใจใช้บริการ หลังจากช่วงที่ผ่านมา ข่าวการโจรกรรมเงินในตู้เอทีเอ็มหรือการหลอกลวงลูกค้าผ่านโทรศัพท์ หรือ แก็งค์คอลเซ็นเตอร์ ที่กลับมาระบาดอีกครั้ง
นายวิเทศ เตชางาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และบริการจัดการทางการเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งพยายามป้องกันและรักษาความปลอดภัยในการทำธุรกรรมของลูกค้า โดยแต่ละปีธนาคารลงทุนทั้งระบบอินเทอร์เน็ตและตัวอุปกรณ์ภายนอก ซึ่งอาจไม่ได้เป็นการให้บริการลูกค้าโดยตรง แต่ก็เป็นการป้องกันการโจมตีจากภายนอก เช่น สาขาหรือเอทีเอ็มที่อาจเป็นอุปกรณ์ปลายทางที่มิจฉาชีพเข้าถึง เพื่อปิดโอกาสไม่ให้เข้าถึงระบบกลางของธนาคาร
“กรุงไทย”ทุ่มพันล้านลงทุนไอที
“เราหยุดลงทุนไม่ได้ ต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น บางเรื่องไม่เกี่ยวกับลูกค้า แต่ก็ต้องปรับระบบภายใน โดยงบประมาณด้านความปลอดภัยปีละประมาณ 100 ล้านบาท นอกเหนือจากการอัพเกรดระบบหลัก(Core Banking) ที่แต่ละปีใช้งบประมาณกว่าพันล้านบาท”
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่ทุกแบงก์ยังให้ความสำคัญน้อยไปคือการสร้างความรู้ในการป้องกันตัวเองของลูกค้า จะเห็นได้ว่าช่วงนี้มีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (Phishing) เยอะมาก ซึ่งลูกค้าไม่รู้ แต่อยากให้ลองสังเกตหน้าเว็บไซต์ที่ดูคล้ายกัน แต่บางที URL จะไม่ใช่ หากลูกค้าพบแบบนี้แล้วต้องรีบแจ้งแบงก์ให้รู้เพื่อป้องกันก็จะช่วยไม่ให้กระทบลูกค้าคนต่อไปได้
ขณะที่แบงก์เองต้องตอบสนองให้ไว รีบดำเนินการปิดเว็บไซต์ปลอมเหล่านี้ ทั้งแบงก์และลูกค้ารวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพราะบางครั้งเป็นเว็บไซต์ปลอมจากต่างประเทศ
“ไทยพาณิชย์”เล็งใช้ไบโอแมทริกซ์ต้นปี60
นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัย เพื่อต่อสู้กับมิจฉาชีพให้ได้ โดยภารกิจในขณะนี้คือการสร้างความปลอดภัยให้กับการทำธุรกรรม โดยในต้นปีหน้า เตรียมนำระบบไบโอแมทริกซ์ (Bio Matrix) เช่น การสแกนม่านตา หรือใช้ลายนิ้วมือมาใช้ในการตรวจสอบตัวตนในการทำธุรกรรมการเงิน
นอกจากบริการธนาคารทางมือถือและอินเทอร์เน็ตที่ธนาคารกลับมาเปิดให้ใช้ได้อีกครั้งในวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเพิ่มความสามารถรองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นแล้ว ในขณะนี้ธนาคารกำลังเปลี่ยนแพลตฟอร์มใหม่ที่จะรองรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ และสร้างบริการในช่องทางดิจิทัลที่เป็นประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าควบคู่ความปลอดภัย
นายอาทิตย์ ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาธนาคารใช้เงินลงทุนต่อเนื่องในการป้องกันความเสี่ยงของระบบ ซึ่งในอนาคต การลงทุนด้านกายภาพจะลดลงแต่จะเพิ่มน้ำหนักด้านความปลอดภัยมากขึ้น จากเดิมที่การลงทุนด้านกายภาพคิดเป็น 60-70% ต่อไปจะกลับข้างกัน
สำหรับเงินลงทุน ธนาคารจัดงบประมาณไว้แล้ว โดยในขณะนี้ต้นทุนต่อรายได้ของธนาคารต่ำมากคิดเป็น 36% เทียบกับระบบที่อยู่เกินกว่า 40% เป็นผลจากแนวคิดของแต่ละสายงานในองค์กรที่เน้นการคุมต้นทุน จนอาจละเลยการลงทุนใหม่ ในขณะนี้ธนาคารมีโอกาสลงทุนเพิ่มได้อีกมาก โดยจะเร่งรัดกระบวนการลงทุนด้านไอทีให้สั้นลง เหลือครึ่งปีจากเดิมต้องใช้เวลา 3 เท่า คาดว่าจะใช้ระบบใหม่นี้ได้ในช่วงต้นปีหน้า ด้วยเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ระบบใหม่ที่ลงทุนยังควบคุมความปลอดภัยให้ธนาคารได้ด้วย
แผน3ปีกสิกรไทยเพิ่มงบไอที50%
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นกระแสเดียวกับทั่วโลกตามแนวโน้มธุรกรรมในโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตที่ไทยจะเข้าสู่อีเพย์เม้นท์รวมถึงระบบพร้อมเพย์ที่จะผลักดันให้คนเข้าถึงดิจิทัลมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยของระบบจะต้องให้เท่าทันกับความพยายามของมิจฉาชีพ เช่น การเพิ่มกระบวนการที่ซับซ้อนทางเทคนิคมากขึ้น ซึ่งธนาคารมองว่างบประมาณการลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยของระบบจะต้องเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในระยะ 2-3ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือความปลอดภัยของเครื่องที่อยู่กับตัวลูกค้า ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นแต่ความเข้าใจในการดูแลอุปกรณ์และการใช้งานของตัวเองให้มีความปลอดภัยไม่มากนัก
ส่วนแนวคิดเรื่องการใช้ไบโอแมทริกทั้งลายนิ้วมือหรือสแกนม่านตา ธนาคารศึกษาอยู่ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะถือเป็นข้อมูลหนึ่งที่ต้องรักษาความปลอดภัยโดยอาจต้องมีองค์กรกลางขึ้นมาเป็นผู้เก็บข้อมูล และต้องหาแนวทางป้องกันไม่ให้หลุดไปสู่มือมิจฉาชีพ หรือหลุดไปแล้วไม่สามารถนำไปใช้ได้
“กรุงศรีฯ”เชื่อมกรณีน่าสงสัยเรียลไทม์
นางวรนุช เดชะไกศยะ รองประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและปฏิบัติการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารเตรียมพร้อมระบบและการทดสอบทั้งในเรื่องความปลอดภัย ความพร้อมของฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ การเชื่อมต่อเพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนงานอื่นนอกเหนือจากไอที เช่น สาขา คอลเซ็นเตอร์ และหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ
นอกเหนือจากความปลอดภัยของระบบกลาง ในส่วนของการป้องกันการทุจริต ธนาคารได้เชื่อมต่อรายการธุรกรรมเข้าสู่ระบบตรวจรายการน่าสงสัยแบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งเตือนในกรณีที่พบรายการที่ตรงตามเงื่อนไขว่ามีความเสี่ยงว่าอาจจะเป็นรายการทุจริต
มั่นใจปลอดภัยเทียบสากล
นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ภาพรวมระบบความปลอดภัยของทุกธนาคารอยู่ในระดับมาตรฐานสากล ขณะที่ข่าวแฮกเอทีเอ็มหรือการโจรกรรมข้อมูลทางการเงินช่วงที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบ มองว่า ปัญหาในขณะนี้อยู่ที่การสื่อความกันอย่างไรให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
สำหรับการรักษาความปลอดภัยของธนาคาร จะมีระบบติดตามเฝ้าดูตลอดเวลา และในแต่ละปีจะมีมาตรการฐานความปลอดภัยใหม่ๆ ซึ่งธนาคารต้องลงทุนเพิ่มเพื่ออัพเดทระบบให้ได้มามาตรฐาน ซึ่งการลงทุนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ส่วนทางด้านความปลอดภัยของระบบพร้อมเพย์ ก็เป็นระบบเดียวกับที่ทุกธนาคารดำเนินการก่อนหน้านี้ เพียงแต่วิธีการใช้งานจากนี้ต่อไปจะง่ายขึ้น ใช้แค่เพียงหมายเลขบัตรประชาชนและหมายเลขโทรศัพท์มือถือ
ทั้งนี้เห็นว่า แนวโน้มการใช้งานในระบบพร้อมเพย์และดิจิทัล น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ หากระบบพร้อมเพย์เริ่มเปิดใช้เป็นทางการ เชื่อว่าลูกค้าจะเริ่มเห็นประโยชน์ ขณะนี้สมาคมธนาคารไทย พยายามทำงานร่วมกันกับธนาคารสมาชิกทุกแห่ง ช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจที่ถูกต้องและเห็นประโยชน์ที่ภาครัฐต้องการลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องทำธุรกิจโอนเงินข้ามกันไปมาจำนวนมาก









